The Imitation Game: From Security View

สวัสดีปีใหม่ ปี 2015 นี่เป็น Post แรกของปีนี้ ผมจำได้ว่าเคยเขียน Review หนังเรื่อง 007 Skyfall ไปเมื่อนานมาแล้ว พอย้อนกลับไปดูก็พบว่าเขียนไป 2 ปีที่แล้ว ซึ่งนานพอสมควรละ คงถึงเวลาที่จะรีวิวเรื่องใหม่ละครับ สำหรับหนังที่จะมารีวิวกันในครั้งนี้จะเป็นเรื่อง “The Imitation Game” ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักคณิตศาสตร์ Alan Turing ที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับโลกนี้อย่างมหาศาลในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยส่วนตัวตอนแรกไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เนื่องจากอ่านจากชื่อเรื่องแล้วไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเป็นหนังแนวนี้ แต่พอเห็นรูปจากกระทู้ของ Pantip เท่านั้นล่ะ อยากดูเลย เนื่องจากจำได้ว่าเจ้าเครื่องจักรในรูปนั้นเป็นเครื่อง The Bombe ที่ Alan Turing ใช้ในการถอดรหัสสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ก็ชอบดารานำ 2 คนคือ Benedict Cumberbatch จาก Series Sherlock มาเล่นเป็น Alan Turing และ Keira Knightley จาก Begin Again ที่มารับบทเป็น Joan Clarke pantip ใครก็ตามที่สนใจเรื่อง Security อยู่แล้วคงจะชอบเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่อง Cryptography (วิทยาการการเข้ารหัส) มากๆ เรื่อง Cryptography นั้นมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำสงครามกัน (บางคนเข้าใจว่า Cryptography เพิ่งมีในยุคนี้ ทำความเข้าใจใหม่นะครับ) ในหนังเรื่องนี้จะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่การสื่อสารยังทำผ่านวิทยุเป็นหลัก ฝ่ายเยอรมันใช้เครื่อง Enigma ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ในการเข้ารหัส (Encrypt) ที่เชื่อกันว่าจะไม่มีใครสามารถถอดรหัส (Decrypt) ได้ หากไม่ทราบ Key ที่ถูกต้อง ข้อมูลการสื่อสารทุกอย่างของเยอรมันได้รับการเข้ารหัส เช่น พิกัดในการโจมตี หรือแม้แต่ ข้อมูลดินฟ้าอากาศ ฝ่ายอังกฤษถึงแม้ว่าจะสามารถดัก (Intercept) ข้อมูลได้แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส (Ciphertext) ได้ ทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการทำสงคราม เพื่อที่จะทำการถอดรหัสข้อมูลให้ได้นั้นประเทศอังกฤษได้รวบรวมคนเก่งๆจากทั่วประเทศมารวมกันที่ Bletchy Park เป็นจุดที่อยู่ระหว่างเมือง Cambridge และ Oxford ที่เลือกจุดนี้ก็เพื่อความสะดวกในการเดินทางของคนเก่งๆที่ดึงมาจาก 2 มหาลัยชื่อดังของเมืองทั้งสองนี่เอง ภาพจากในหนัง Bletchy Park bletchy park ปัจจุบัน Bletchy Park ยังมีอยู่นะครับ เปิดเป็น Museum ให้คนทั่วไปเข้าชมได้ ด้านในก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในสงครามโลกตั้งแต่เครื่อง Enigma จนถึง รถยนต์ เครื่องบินต่างๆ ที่ใช้ในสมัยนั้น อันนี้ภาพที่ไปถ่ายที่ Bletchy Park เมื่อหลายปีก่อน Bletchley Parkถัดมานี่คือฉากที่มีการแนะนำ Enigma สุดยอดเครื่องที่ใช้ในการเข้ารหัสในสมัยนั้น enigma ในฉากนี้จะอธิบายถึงการทำงานของ Enigma และ Process ในการเปลี่ยน Key ของฝั่งเยอรมัน โดยจะมีประโยคที่ว่า “The German switches the setting everyday promptly at midnight. We usually intercept the first message around 6AM. That give you exactly 18 hours everyday to crack the code” ประโยคนี้ถือว่ามีความสำคัญสูงในเรื่องของ Cryptography เพราะว่า การเข้ารหัสนั้นเราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ Algorithm ที่สุดยอดไม่มีใคร Crack ได้ตลอดกาลก็ได้ เราอาจต้องการแค่ Algorithm ที่ไม่สามารถ Crack ได้ในระยะเวลาที่กำหนด ใน Case นี้คือทางเยอรมันเชื่อว่าไม่มีใคร Crack Enigma ได้ภายใน 1 วัน จึงทำการเปลี่ยน Key ทุกๆวัน หลายๆ Protocol ในปัจจุบันเรื่องใช้วิธีการลักษณะเดียวกันคือ Key renegotiation อีกฉากหนึ่งที่น่าสนใจคือในขณะที่ Alan Turing พยายามผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในการถอดรหัส Enigma คนในทีมคนอื่นๆ ก็เลือกใช้แรงงานสมองของมนุษย์ในการถอดรหัส โดยในฉากนี้มีประโยคที่กล่าวว่า “We have decrypted a number of German messages by analysing the Frequency of Letter Distribution.” letter frequency analysis มันคืออะไร? Frequency of Letter Distribution หรือเทคนิคการทำ Letter Frequency Analysis ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการถอดรหัสของการเข้ารหัสที่เป็น Substitution Cipher (Enigma มีพื้นฐานการเข้ารหัสแบบ Polyalphabetic Substition Cipher) โดยหลักการพื้นฐานของ Letter Frequency Analysis คือการนับการความถี่ของตัวอักษรแล้ว map เข้ากับความถี่ของตัวอักษรในข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสที่มีสัดส่วนความถี่ที่ใกล้เคียงกัน เช่น ในข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสด้วยวิธีการ Substition Cipher นั้นมีตัวอักษร “G” มากสุด เมื่อถอดรหัสด้วย Letter Frequency Analysis แล้วมีโอกาสที่จะเป็นตัวอักษร “E” สูงมากเนื่องจากในภาษาอังกฤษตัวอักษร “E” มีโอกาสพบมากที่สุด อีกฉากที่ชอบคือในห้องเรียนตอน Turing ยังเด็ก Turing มีการเขียนข้อความที่เข้ารหัสส่งให้เพื่อนแต่โดนคุณครูจับได้และเปิดอ่าน ซึ่งคุณครูอ่านไม่รู้เรื่องเพราะไม่เข้าใจว่าข้อความถูกเข้ารหัสอยู่ รูปด้านล่างเป็นข้อความใน Note ของ Turing letter จากตัวอักษรในกระดาษจะพบว่านี่เป็น Cipher ชนิด Monoalphabetic Substitution Cipher นะครับ ดูง่ายมากเพราะการเข้ารหัสแบบนี้คือการสลับตัวอักษรกัน ในตัวอย่างนี้ 2 แถวบนเป็นข้อความที่ถูกเข้ารหัสแล้ว ส่วน 2 แถวล่างคือข้อความที่ไม่ได้ถูกเข้ารหัส การแทนที่ของตัวอักษรเป็นแบบง่ายๆ ดูจากคำว่า “SEE” (คำแรกของข้อความที่ไม่ได้ถูกเข้ารหัส) คือคำว่า “WII” (คำแรกของข้อความที่ถูกเข้ารหัส) นั่นหมายถึงว่า “E” ถูกแทนด้วย “I” และ “S” ถูกแทนที่ด้วย “W” ถ้าสังเกตตัวอื่นจะเห็นว่า “E” จะถูกแทนด้วย “I” ทั้งหมด ซึ่งลักษณะของ Substition Cipher ที่เป็น Monoalphabetic ถ้าเป็น Substitution Cipher ที่ซับซ้อนกว่านี้ เช่น Polyalphabetic Substitution Cipher ตัว “E” อาจจะไม่ได้ถูกแทนด้วย “I” ทั้งหมดก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตัว “E” ด้วย (ถ้างงแนะนำว่าไปอ่านเพิ่มเกี่ยวกับ Viginere Cipher นะครับ) ถัดมาในหนังระหว่างที่มีการใช้ Christopher ถอดรหัส ผลปรากฎว่า เครื่องใช้เวลานานมากจนโครงการของ Turing เกือบถูกยกเลิก สาเหตุก็คือ Key (หรือ Setting Combination) ของ Enigma มีจำนวนมากนั่นคือ 159×10^18 นั่นเองหากใช้เครื่องจักรหาทุก Combination ก็ยังจะใช้เวลานานมากอยู่ดี ก่อนที่จะ Crack Enigma Code ได้สำเร็จ Turing ได้ไอเดียจากการคุยกับ Helen (เพื่อนของ Joan ไม่แน่ใจว่าเรื่องจริงเป็นแบบในหนังหรือไม่) helen ซึ่งทำให้สามารถใช้เทคนิคที่เรียกว่า Known Plaintext Attack (ทราบบางส่วนว่า Plaintext คือคำว่าอะไร) จนในที่สุดก็ปรับแต่ง Christopher ให้เน้นหา Key ที่ทำการ Decrypt แล้วได้คำนั้นออกมา (คำว่า weather เนื่องจากเยอรมันมีการรายงานสภาพอากาศทุกวันตอนเช้า) ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ย่นระยะเวลาลงไปมาก จนในที่สุด Alan ก็สามารถถอดรหัส ได้และนำมาซึ่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2

ป.ล. เครื่องที่ใช้ในการถอดรหัสนั้นมีชื่อว่า The Bombe ซึ่งในหนังจะใช้ชื่อว่า Christopher เดาว่าเพื่อให้หนังดูดราม่าหน่อยๆแหละ The Bombe Poster

ยุทธการทหารจีนจาก World War C: ตอนที่ 2

การทำ Brute Force Attack กับ Security ในประเทศไทย

Screen Shot 2557-09-07 at 8.12.55 PM

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าวิธีการที่มักใช้แล้วประสบผลสำเร็จในการบุกเข้าระบบนั่นคือการเดารัวๆแบบ Brute Force Attack โดย Practical แล้วไม่ค่อยมีใครทำ Brute Force Attack กันเท่าไรยกเว้นกรณีที่ต้องการ Crack File ในการบุกรุกเข้าระบบนั้นมักจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Dictionary Attack ซึ่งคือแทนที่จะเดารัวๆทุก Combination ของตัวอักษร ก็เลือกคำที่น่าจะเป็น Password มาเดาแทน ทำให้ลดเวลาในการเดาได้มากทีเดียว

ซึ่งโดยส่วนมากปราการด่านแรกที่สำคัญของระบบต่างๆ มักจะถูกปกป้องด้วย Username และ Password เท่านั้นเอง ทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะโจมตีสำเร็จด้วยวิธีการเดารัวๆ

วิธีการป้องกันการโจมตีประเภทนี้ไม่ได้ยากอะไรเลย เพียงแค่

  1. Display Consistent Error คือ ไม่ต้องอธิบายสาเหตุของการ Login ไม่สำเร็จให้กับ User รู้หรอก เนื่องจากว่า นั่นอาจจะหมายถึงการอนุญาตให้ผู้ร้ายสามารถทำ User Enumeration ได้
  2. Password Policy คือ มีการกำหนด และ บังคับใช้ Password Policy ที่ดี (ไว้โอกาสหน้าจะมาคุยเรื่อง Password)

ต่อให้องค์กรที่ไม่ได้ทำ 2 อย่างข้างต้นเลย เวลามีการทำ Brute Force Attack ก็ควรที่จะมีการตรวจสอบถึงความผิดปกติของ Network ได้บ้าง IDS/IPS ควรจะ Alert อะไรได้บ้าง แต่ในโลกความเป็นจริงที่โหดร้ายนี้คือ องค์กรที่ลงทุนในอุปกรณ์ Security หลายๆล้านบาทก็ไม่สามารถหลุดรอดจากยุทธการทหารจีนนี้ เพราะว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยป้องกันในกรณีที่ใช้ Password ง่าย นอกจากนี้ในระหว่างการทำ Brute Force Attack นั้น Network Bandwidth มีการ Spike ขึ้นมา IDS/IPS มีการ Trigger แต่ดันไม่มี คน Monitor หรือ คนที่จะ Response ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การโจมตีแบบเน้น Quantity over Quality นั้นประสบผลสำเร็จมากทีเดียว

ภาพรวมการบริหารจัดการระบบ Security ในประเทศไทยนั้นยังอ่อนแออยู่มาก (ไม่นับ Banking Sector ที่ดูจะแข็งพอสมควร โดยเฉพาะอันที่ให้ลูกค้าใช้) หลายๆ องค์กรมีอุปกรณ์ Security ที่ใหม่ๆ เจ๋งๆ ดูดี มากมาย หรือ ศัพท์ที่เรียกในวงการว่าพวกอุปกรณ์ Next Gen แต่ละปี องค์กร หรือ บริษัท ได้ทุ่มเทงบประมาณไปในการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้หลายล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุนไป หากยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาพื้นฐานให้เรียบร้อยซะก่อน

คนส่วนใหญ่พูดถึง People, Process, Technology (PPT) เจ้าอุปกรณ์ที่เราทุ่มเงินซื้อไปเป็นเพียงแค่ 1 ใน 3 ขององค์ประกอบทั้งหมดเท่านั้นเอง การทำ Security ให้ดีนั้นควรจะทำให้ดีครบทุกด้าน ดังเช่นประโยคสุดคลาสสิกของวงการคือ “Security is as strong as its weakest link”

Security is as strong as its weakest link

Security is as strong as its weakest link

ถ้าคนของคุณคือจุดอ่อน คุณควรจะพัฒนาคนให้มีความรู้

  1. พนักงานทั่วๆไป อย่างน้อยควรจะต้องรู้เรื่องความเป็นไปเกี่ยวกับ Security จะต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจ หรือ จัดทำ Security Awareness Training ให้บ้าง
  2. พนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับงาน Security ควรจะต้องมีการพัฒนาให้ทราบ Concept แนวคิดกระบวนการต่างๆ ของ Security ไม่ใช่ให้ Training แต่อุปกรณ์ที่ซื้อมาเท่านั้น ไป Training อุปกรณ์ก็ได้ Skill พอใช้งานเป็น แต่อาจจะไม่เข้าใจ Security Concept ภาพรวมอยู่ดี สุดท้ายระบบก็อ่อนแออยู่ดี

สรุปสั้นๆคือ อยากให้หันกลับมามอง Concept ที่เป็นพื้นฐานของ Security ให้มากขึ้น

  1. Solution ต่างๆที่มีอยู่ในองค์กรปัจจุบัน อาจจะเหมาะสมกับองค์กรอยู่แล้ว หากคนที่ดูแลมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ลองพิจารณาใช้เงินเพิ่มคุณค่าของคน แทนที่จะใช้เงินไปซื้อ Solution ใหม่ๆมาแล้วใช้ได้ไม่เต็มที่
  2. พิจารณาเรื่องการทำ Security อย่างรอบด้าน People, Process และ Technology สำคัญทั้งหมด

ยุทธการทหารจีน จาก World War C: ตอนที่ 1

Report จาก FireEye ออกมาเมื่อปีที่แล้วชื่อว่า “World War C: Understanding Nation-State Motives Behind Today’s Advanced Cyber Attacks” ซึ่งไม่ใช่ว่าเพิ่งอ่านเจอนะครับ เรามีแนะนำไปบน Facebook ตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆแล้วล่ะ แต่ที่จะเขียนในบทความนี้คือสิ่งที่อยากจะเล่าจากประสบการณ์ในด้าน Security

World War C:

เริ่มจากรายงาน World War C ที่ตั้งชื่อให้เลียนเสียง World War Z หนังสือ และ หนังดังประจำปี 2013 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ซอมบี้” ซึ่งในหนังเองก็จะเห็นถึงวิธีการรับมือกับปัญหาที่ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งการตัดสินใจที่ไม่เหมือนกันนั้นส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องของ วัฒนธรรม ที่แตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาตินั่นเอง

world-war-z-poster

เอ๊ะ แล้ว World War Z เกี่ยวอะไรกับ World War C ในรายงานของ FireEye ฉบับนี้ได้พยายามวิเคราะห์รูปแบบการทำ Cyber Attack ของประเทศต่างๆ (C ในชื่อรายงานย่อมาจาก Cyber) ซึ่งจะมีพูดถึงหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย อเมริกา ฯลฯ

การทำสงครามบนโลก Cyber นั้นแน่นอนว่าจะต้องแตกต่างจากการทำสงครามธรรมดา แต่ Tactic ของแต่ละประเทศที่ใช้นั้นก็ได้รับการสะท้อนมาจากการทำสงครามแบบปกติเช่นกัน ทั้งนี้รูปแบบที่ใช้ในการทำสงครามนั้นมีสาเหตุมากมายที่หล่อหลอมประเทศต่างๆ ให้เลือก Tactic นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม การใช้ชีวิต เหตุผลทางด้านการเมือง ทรัพยากรที่มี เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น ประเทศอเมริกา ซึ่งมักจะใช้วิธีการสุดไฮเทคทั้งหลายในการทำสงคราม ซึ่งในการทำสงครามทาง Cyber ก็เช่นกัน ว่ากันว่ามีการกักตุนช่องโหว่ 0-day exploit (Zero Day Exploit) ไว้มากมาย โดย 0-day exploit เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในกรณีที่โจมตีเป้าหมายที่สำคัญมากจริงๆ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญว่าทำไมถึงมีการซื้อขาย 0-day exploit กันใน Black Market

อีกตัวอย่างคือ ประเทศจีน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะมากๆๆๆ การทำสงครามในสมัยก่อนอาศัยปริมาณคนมากกว่าคุณภาพ การทำสงครามบนโลก Cyber ก็เช่นกัน หนึ่งใน Tactic ที่ชอบใช้คือการทำ “Brute Force Attack”

Brute Force Attack คือการทดลองใส่ Password โดยพยายามลองทุก Combination ที่เป็นไปได้ ซึ่งโดยทฤษฏีแล้ว 100% Success Rate แต่อาจจะใช้เวลานานมากๆๆ และ ใช้ทรัพยากรเยอะมาก ซึ่งนี่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับประเทศจีน ซึ่งมีทรัพยากรมหาศาลอยู่แล้ว

brute-force

หลายๆคนอาจจะมองว่าการทำ Brute Force Attack นี้เป็นการโจมตีที่อ่อนหัด ดูไม่ Cool เลย ใช้เวลานานมาก จะสำเร็จจริงหรือไม่ก็ไม่รู้

เดี๋ยวในบทความนี้ตอนที่ 2 ผมจะขอพูดถึงการทำ Brute Force Attack กับ Security ในบ้านเรากันนะครับ

Ref: http://www.fireeye.com/resources/pdfs/fireeye-wwc-report.pdf

Rubber Ducky in action Quack!! Quack!!

1 ในอุปกรณ์สุดฮิตที่ Hacker ทั้งหลายควรจะต้องมี คงจะหนีไม่พ้นเจ้า USB Rubber Ducky

อุปกรณ์นี้ไม่ได้น่ารักใสซื่อเหมือนชื่อมันเท่าไรนัก เพราะว่ามันสามารถ Bypass Security Control ทั้งหลายได้อย่างง่ายดาย หลักการของ USB Rubber Ducky นั้นคือ ให้คิดว่ามันเป็น USB Keyboard 1 อัน ที่สามารถ Load Key Sequence ล่วงหน้าได้ ดังนั้น Hacker ก็สามารถเตรียมคำสั่งอันร้ายกาจไว้ได้นั่นเอง ข้อดีที่สำคัญสุดๆของ Rubber Ducky นั้นคือ พวก Antivirus จะไม่สามารถตรวจจับได้ว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่อันตรายได้ เพราะมันถูกมองว่าเป็นเพียง Keyboard 1 ตัวเท่านั้นเอง

นี่คือหน้าตาของ Rubber Ducky ดูไปก็คล้าย USB Flash Drive ธรรมดาๆ

rubber ducky core

Concept การใช้งานของ Rubber Ducky นั้นง่ายมาก มี 4 ส่วน ได้แก่ Write, Encode, Load, Deploy

rubber ducky manual

  • Write เขียนคำสั่งต่างๆ หรือ Key Sequence ต่างๆ ที่ต้องการจะ Run บนเครื่องเหยื่อ
  • Encode คือแปลงพวก Key Sequence ที่เราเตรียมไว้ให้เป็น Payload ของเจ้า Rubber Ducky
  • Load ก็คือเอา Payload ไปใส่บน memory card ของเจ้าเป็ดเหลือง
  • Deploy คือการจิ้มเจ้า Rubber Ducky ใส่เครื่องเหยื่อ หลังจากนั้นคำสั่งบน Rubber Ducky ก็จะ Execute บนเครื่องเหยื่อ ถ้าอยากจะ Execute Payload ซ้ำ ก็สามารถกดปุ่ม Replay บน Rubber Ducky ได้

ใน Package ของ Rubber Ducky นั้นมีอุปกรณ์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ ช่วยในการ ลับ ลวง พลาง ด้านขวานี่ก็ตัวช่วยประกอบให้หน้าตาดูเป็น Flash Drive ทั่วๆไป แต่ด้านซ้ายสุดนี่สิ หัวแปลง USB  ซึ่งทำให้สามารถใช้ Rubber Ducky กับ Android ได้ และ 1 ใน Payload ที่เคยฮิตมากเกี่ยวกับ Android คือ การทำ Brute Force Passcode ที่ Login Screen

rubber ducky parts

มาดูกันดีกว่าว่าพอเสียบ USB Rubber Ducky เข้าไปในเครื่องแล้วจะเป็นอย่างไร

อันนี้เป็น Payload ง่ายๆสำหรับการ Add User ใหม่บน Windows พร้อมทั้ง Add เข้า Administrators Group ด้วยครับ (ใน Video จะมีบางช่วงที่หยุดซักระยะนึงนั้นคือการตั้ง Delay ว่าอยากให้ช้าหรือเร็วแค่ไหน ถ้าตั้งเร็วเกินไปเดี๋ยวจะดูไม่ทันครับ)

อยากให้เจ้า Rubber Ducky ทำงานได้ซับซ้อนแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเขียน Script ของแต่ละคนแล้ว เช่น สั่ง Capture Screen ทุกๆ 1 นาที พร้อมส่ง Mail มาให้เรา หรือ สั่งให้ Download Malware มา Install ที่เครื่องก็เป็นไปได้

เจอแบบนี้แล้วใครบอกว่า Physical Security และ Security Awareness ไม่สำคัญก็คิดดูใหม่ได้นะครับ

ปล. ถ้าใครคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญ และ อยากให้เพื่อนๆ หรือ คนที่ทำงาน มีความตระหนักในเรื่อง Security ก็อย่าลืมกด Like กด Share นะครับ รับรองว่ามีอะไรตื่นเต้นอีกเยอะ ส่วนใครที่สนใจและอยากให้ทีมงานไปแชร์ความรู้เกี่ยวกับ Security Awareness ให้กับองค์กรของท่านก็สามารถติดต่อเราได้เช่นกันครับ ขอบคุณครับ

แนะนำ!! หนังสือที่เขย่าวงการ Security ปี 2014

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบสะสมหนังสือ Security ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะแนะนำหนังสือ Security ที่น่าสนใจที่เพิ่งออกมาในปี 2014 ซึ่งหนังสือ 2 เล่มนี้ได้แก่

RTFM and Blue Team Handbook

1. RTFM: Red Team Field Manual เหมาะสำหรับคนที่สนใจด้าน Offensive เป็นหนังสือที่รวบรวม Command ที่สำคัญๆ ที่ใช้ในการเจาะระบบ ซึ่งนับเป็น Reference Book ที่ดีมากเล่มนึงครับ ผู้แต่งคือ Ben Clark

2. Blue Team Handbook: Incident Response Edition เหมาะสำหรับคนที่สนใจด้าน Defensive ซึ่งรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Incident Response, Forensics, Intrusion Analysis ซึ่งผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือ Don Murdoch หนึ่งในผู้ครอบครอง Certificate ระดับโลกอย่าง GSE (GIAC Security Expert)

ขณะนี้ Don Murdoch ก็มีโครงการที่จะเขียนหนังสือเล่มใหม่ออกมาหลังจาก Blue Team Handbook ได้รับการตอบรับอย่างดีครับ ซึ่งในวงการ Security เองก็มีการแซวกันว่านี่อาจจะเป็น “Modern Day Rainbow Series” เลยทีเดียว

Rainbow Series คืออะไร?

From: Wikipedia

From: Wikipedia

ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว Department of Defense (DoD) ของ US ได้ตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับ Security Standard โดยเล่มแรกนั้นชื่อว่า “Trusted Computer System Evaluation Criteria” (TCSEC) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการประเมิน Security ของระบบ โดยหน้าปกของ TCSEC นี้จะเป็นสีส้ม ดังนั้นจึงมี Code name ว่า “Orange Book” หลังจากนั้นก็ได้มีการตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับ Security Standard อีกมากมายโดยแต่ละเล่มก็มีสีต่างกัน จนสุดท้ายจึงเรียก Series ของหนังสือ Set นี้ว่า Rainbow Series ครับ

ในปัจจุบัน Security System มักจะอ้างอิง Common Criteria (CC) แทนนะครับ ซึ่งจะมีค่าของ EAL Level อยู่จะมีตั้งแต่ EAL 1 ถึง EAL 7 เลขยิ่งเยอะแปลว่าระบบยิ่งแข็งนะครับ

Ref:
1. http://www.amazon.com/Rtfm-Red-Team-Field-Manual/dp/1494295504
2. http://www.amazon.com/Blue-Team-Handbook-condensed-Responder/dp/1500734756/
3. http://en.wikipedia.org/wiki/Rainbow_Series

Take a deep breath with Heartbleed

สำหรับเรื่อง Heartbleed ผมขอเขียนให้กระชับที่สุดก็แล้วกันครับ (เพราะมีแหล่งข้อมูลเยอะแล้ว และอีกอย่างไอ้ Heartbleed ทำเอาเลือดสาดเลยทีเดียว)

heartbleed

Heartbleed bug หรือ CVE-2014-0160 ทำให้ใครก็ตามสามารถเห็นข้อมูลใน memory ครั้งละประมาณ 64K ได้ต่อ 1 ครั้ง อยากเห็นกี่ครั้งก็ได้ตามสบาย แล้วอะไรที่เห็นได้บ้างหรอครับ? เพียบเลยเช่น content ที่ไม่ต้อง authenticate ก่อนก็ดูได้, ข้อมูล session, Private Key, username และ passwords ส่วนใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ลองดูจากรายการด้านล่างได้เลยนะครับ

– ถ้าใครยังไม่รู้จักให้ลองอ่านจาก heartbleed.com

– หากใครไม่สันทัดภาษาอังกฤษ ThaiCERT ก็เขียนบทความออกมาอธิบายแล้วครับ ระวังภัย ช่องโหว่ใน OpenSSL ผู้ไม่หวังดีสามารถขโมยข้อมูลใน Memory จากเครื่องของเหยื่อได้ (Heartbleed, CVE-2014-0160)

– คุณ Phitchayaphong Tantikul ทำ VDO ภาษาไทยเอาไว้สามารถไปดูเพิ่มความเข้าใจได้ที่ ช่องโหว่ OpenSSL Heartbleed

เอาล่ะครับ เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ปัญหาคือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น

opensslhttps://www.openssl.org/news/secadv_20140407.txt

เพียงแค่ update เรื่องมันยังไม่จบนะครับ สาเหตุก็คือ

1. เราไม่รู้ว่าโดนเอาอะไรออกไปแล้วบ้าง ถ้าหากมีการ implement Extrusion Detection ก็ลองไปดูเลยนะครับว่ามีอะไรถูกเอาออกไปแล้วบ้างหรือไม่(ผมจัดว่าวิธีนี้ยากเกินไป อาจจะต้องรอ vendor ทำ flow analysis ออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งช้าไปแล้ว)

2. สืบเนื่องจากข้อ 1 มันไม่มี log ปรากฎครับ หากเราดูแต่ web server log เราจะตอบคำถามใครไม่ได้ว่ามันเสียหากมากน้อยแค่ไหน เป็นสถานการณ์ที่เราเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่ง

3. คุณ Update และแก้ปัญหาฝั่ง server-side ได้ก็จริง แล้วฝั่ง client-side ล่ะครับ ชิบหายครับ ลองคิดดูว่าถ้าเราบังคับให้ client connect กับ server ที่เรา control ได้ client-side attack ก็สามารถเกิดขึ้นได้ซึ่งจะทำให้เราสามารถอ่านข้อมูลใน memory ของ client ได้ ซึ่งตอนนี้นักวิจัยเค้าออกมา confirm แล้วครับว่า Android versions 4.1.0 และ 4.1.1a มีโอกาสโดน heartbleed bug เล่นงาน
(SSL บน Window ไม่เป็นไร ไม่งั้นตายหมู่แน่นอนครับ)

ดังนั้นเวลาตอบคำถามใครก็ตามอย่าลืมประเด็นเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ

heartbleed2

คำแนะนำเพิ่มเติมที่พวกเราอยากบอกทุกท่าน

1. ทดสอบดูว่า Server ทั้งที่อยู่ใน internal network และ DMZ zone มีช่องโหว่หรือไม่ มีจัดการแก้ bug
ก่อนเลยครับ รีบๆทำด้วย
2. Generate Certificate ใหม่เลยครับ อย่าคิดว่าเปลืองแรง ถ้าหากระบบของเราเป็นระบบสำคัญต้องทำทันที
3. เช่นเดียวกันกับข้อ 2 จัดการ reset password ของผู้ใช้งานทุกคน ไม่ใช่เรื่องน่าอายเพราะโดนกันทั้งโลกนะครับ
4. Application ที่เอาไป plug กับคนอื่นๆ ลองถามเค้าด้วยนะครับว่าระบบของเค้า OK กับ heartbleed หรือยัง ไม่ว่าจะเป็นการ implement โดยใช้ library ที่ใช้ openssl หรือเอา application ไปคุยกับ application อื่นๆ
5. สำหรับ Client-side จัดเป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมหวังว่าอย่างน้อย browser vendor อาจจะทำอะไรได้บ้าง (ตอนนี้ก็มี plugin ช่วย check แต่เราไม่ค่อยชอบใช้พวก plugin ครับ)
6. Cloud Service ที่เราใช้กันอยู่มีใครโดนเล่นหรือไม่ ไปดูได้ที่ The Heartbleed Hit List: The Passwords You Need to Change Right Now
7. ช่วงนี้ระวัง Phishing ด้วยครับ ถ้ามี mail ส่งมาให้ reset password ขอให้มีสติ
8. สำหรับการตรวจดูว่า Web นั้นๆโดน heartbleed หรือไม่ สามารถตรวจได้หลายที่ เช่น

9. ผมว่าตรวจด้วย script เห็นชัดสุดครับ internal test ภายใน private network ก็สามารถทำได้ หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะ check Heartbleed ของเครื่องในองค์กรได้อย่างไรสามารถสอบถามมาได้เลยนะครับ เดี๋ยวจะเอา script ไปให้ลองใช้ดู แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนทำได้อยู่แล้ว :)

Stay safe and get secured!!