ยุทธการทหารจีนจาก World War C: ตอนที่ 2

การทำ Brute Force Attack กับ Security ในประเทศไทย

Screen Shot 2557-09-07 at 8.12.55 PM

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าวิธีการที่มักใช้แล้วประสบผลสำเร็จในการบุกเข้าระบบนั่นคือการเดารัวๆแบบ Brute Force Attack โดย Practical แล้วไม่ค่อยมีใครทำ Brute Force Attack กันเท่าไรยกเว้นกรณีที่ต้องการ Crack File ในการบุกรุกเข้าระบบนั้นมักจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Dictionary Attack ซึ่งคือแทนที่จะเดารัวๆทุก Combination ของตัวอักษร ก็เลือกคำที่น่าจะเป็น Password มาเดาแทน ทำให้ลดเวลาในการเดาได้มากทีเดียว

ซึ่งโดยส่วนมากปราการด่านแรกที่สำคัญของระบบต่างๆ มักจะถูกปกป้องด้วย Username และ Password เท่านั้นเอง ทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะโจมตีสำเร็จด้วยวิธีการเดารัวๆ

วิธีการป้องกันการโจมตีประเภทนี้ไม่ได้ยากอะไรเลย เพียงแค่

  1. Display Consistent Error คือ ไม่ต้องอธิบายสาเหตุของการ Login ไม่สำเร็จให้กับ User รู้หรอก เนื่องจากว่า นั่นอาจจะหมายถึงการอนุญาตให้ผู้ร้ายสามารถทำ User Enumeration ได้
  2. Password Policy คือ มีการกำหนด และ บังคับใช้ Password Policy ที่ดี (ไว้โอกาสหน้าจะมาคุยเรื่อง Password)

ต่อให้องค์กรที่ไม่ได้ทำ 2 อย่างข้างต้นเลย เวลามีการทำ Brute Force Attack ก็ควรที่จะมีการตรวจสอบถึงความผิดปกติของ Network ได้บ้าง IDS/IPS ควรจะ Alert อะไรได้บ้าง แต่ในโลกความเป็นจริงที่โหดร้ายนี้คือ องค์กรที่ลงทุนในอุปกรณ์ Security หลายๆล้านบาทก็ไม่สามารถหลุดรอดจากยุทธการทหารจีนนี้ เพราะว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยป้องกันในกรณีที่ใช้ Password ง่าย นอกจากนี้ในระหว่างการทำ Brute Force Attack นั้น Network Bandwidth มีการ Spike ขึ้นมา IDS/IPS มีการ Trigger แต่ดันไม่มี คน Monitor หรือ คนที่จะ Response ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การโจมตีแบบเน้น Quantity over Quality นั้นประสบผลสำเร็จมากทีเดียว

ภาพรวมการบริหารจัดการระบบ Security ในประเทศไทยนั้นยังอ่อนแออยู่มาก (ไม่นับ Banking Sector ที่ดูจะแข็งพอสมควร โดยเฉพาะอันที่ให้ลูกค้าใช้) หลายๆ องค์กรมีอุปกรณ์ Security ที่ใหม่ๆ เจ๋งๆ ดูดี มากมาย หรือ ศัพท์ที่เรียกในวงการว่าพวกอุปกรณ์ Next Gen แต่ละปี องค์กร หรือ บริษัท ได้ทุ่มเทงบประมาณไปในการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้หลายล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุนไป หากยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาพื้นฐานให้เรียบร้อยซะก่อน

คนส่วนใหญ่พูดถึง People, Process, Technology (PPT) เจ้าอุปกรณ์ที่เราทุ่มเงินซื้อไปเป็นเพียงแค่ 1 ใน 3 ขององค์ประกอบทั้งหมดเท่านั้นเอง การทำ Security ให้ดีนั้นควรจะทำให้ดีครบทุกด้าน ดังเช่นประโยคสุดคลาสสิกของวงการคือ “Security is as strong as its weakest link”

Security is as strong as its weakest link

Security is as strong as its weakest link

ถ้าคนของคุณคือจุดอ่อน คุณควรจะพัฒนาคนให้มีความรู้

  1. พนักงานทั่วๆไป อย่างน้อยควรจะต้องรู้เรื่องความเป็นไปเกี่ยวกับ Security จะต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจ หรือ จัดทำ Security Awareness Training ให้บ้าง
  2. พนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับงาน Security ควรจะต้องมีการพัฒนาให้ทราบ Concept แนวคิดกระบวนการต่างๆ ของ Security ไม่ใช่ให้ Training แต่อุปกรณ์ที่ซื้อมาเท่านั้น ไป Training อุปกรณ์ก็ได้ Skill พอใช้งานเป็น แต่อาจจะไม่เข้าใจ Security Concept ภาพรวมอยู่ดี สุดท้ายระบบก็อ่อนแออยู่ดี

สรุปสั้นๆคือ อยากให้หันกลับมามอง Concept ที่เป็นพื้นฐานของ Security ให้มากขึ้น

  1. Solution ต่างๆที่มีอยู่ในองค์กรปัจจุบัน อาจจะเหมาะสมกับองค์กรอยู่แล้ว หากคนที่ดูแลมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ลองพิจารณาใช้เงินเพิ่มคุณค่าของคน แทนที่จะใช้เงินไปซื้อ Solution ใหม่ๆมาแล้วใช้ได้ไม่เต็มที่
  2. พิจารณาเรื่องการทำ Security อย่างรอบด้าน People, Process และ Technology สำคัญทั้งหมด

ยุทธการทหารจีน จาก World War C: ตอนที่ 1

Report จาก FireEye ออกมาเมื่อปีที่แล้วชื่อว่า “World War C: Understanding Nation-State Motives Behind Today’s Advanced Cyber Attacks” ซึ่งไม่ใช่ว่าเพิ่งอ่านเจอนะครับ เรามีแนะนำไปบน Facebook ตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆแล้วล่ะ แต่ที่จะเขียนในบทความนี้คือสิ่งที่อยากจะเล่าจากประสบการณ์ในด้าน Security

World War C:

เริ่มจากรายงาน World War C ที่ตั้งชื่อให้เลียนเสียง World War Z หนังสือ และ หนังดังประจำปี 2013 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ซอมบี้” ซึ่งในหนังเองก็จะเห็นถึงวิธีการรับมือกับปัญหาที่ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งการตัดสินใจที่ไม่เหมือนกันนั้นส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องของ วัฒนธรรม ที่แตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาตินั่นเอง

world-war-z-poster

เอ๊ะ แล้ว World War Z เกี่ยวอะไรกับ World War C ในรายงานของ FireEye ฉบับนี้ได้พยายามวิเคราะห์รูปแบบการทำ Cyber Attack ของประเทศต่างๆ (C ในชื่อรายงานย่อมาจาก Cyber) ซึ่งจะมีพูดถึงหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย อเมริกา ฯลฯ

การทำสงครามบนโลก Cyber นั้นแน่นอนว่าจะต้องแตกต่างจากการทำสงครามธรรมดา แต่ Tactic ของแต่ละประเทศที่ใช้นั้นก็ได้รับการสะท้อนมาจากการทำสงครามแบบปกติเช่นกัน ทั้งนี้รูปแบบที่ใช้ในการทำสงครามนั้นมีสาเหตุมากมายที่หล่อหลอมประเทศต่างๆ ให้เลือก Tactic นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม การใช้ชีวิต เหตุผลทางด้านการเมือง ทรัพยากรที่มี เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น ประเทศอเมริกา ซึ่งมักจะใช้วิธีการสุดไฮเทคทั้งหลายในการทำสงคราม ซึ่งในการทำสงครามทาง Cyber ก็เช่นกัน ว่ากันว่ามีการกักตุนช่องโหว่ 0-day exploit (Zero Day Exploit) ไว้มากมาย โดย 0-day exploit เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในกรณีที่โจมตีเป้าหมายที่สำคัญมากจริงๆ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญว่าทำไมถึงมีการซื้อขาย 0-day exploit กันใน Black Market

อีกตัวอย่างคือ ประเทศจีน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะมากๆๆๆ การทำสงครามในสมัยก่อนอาศัยปริมาณคนมากกว่าคุณภาพ การทำสงครามบนโลก Cyber ก็เช่นกัน หนึ่งใน Tactic ที่ชอบใช้คือการทำ “Brute Force Attack”

Brute Force Attack คือการทดลองใส่ Password โดยพยายามลองทุก Combination ที่เป็นไปได้ ซึ่งโดยทฤษฏีแล้ว 100% Success Rate แต่อาจจะใช้เวลานานมากๆๆ และ ใช้ทรัพยากรเยอะมาก ซึ่งนี่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับประเทศจีน ซึ่งมีทรัพยากรมหาศาลอยู่แล้ว

brute-force

หลายๆคนอาจจะมองว่าการทำ Brute Force Attack นี้เป็นการโจมตีที่อ่อนหัด ดูไม่ Cool เลย ใช้เวลานานมาก จะสำเร็จจริงหรือไม่ก็ไม่รู้

เดี๋ยวในบทความนี้ตอนที่ 2 ผมจะขอพูดถึงการทำ Brute Force Attack กับ Security ในบ้านเรากันนะครับ

Ref: http://www.fireeye.com/resources/pdfs/fireeye-wwc-report.pdf

Rubber Ducky in action Quack!! Quack!!

1 ในอุปกรณ์สุดฮิตที่ Hacker ทั้งหลายควรจะต้องมี คงจะหนีไม่พ้นเจ้า USB Rubber Ducky

อุปกรณ์นี้ไม่ได้น่ารักใสซื่อเหมือนชื่อมันเท่าไรนัก เพราะว่ามันสามารถ Bypass Security Control ทั้งหลายได้อย่างง่ายดาย หลักการของ USB Rubber Ducky นั้นคือ ให้คิดว่ามันเป็น USB Keyboard 1 อัน ที่สามารถ Load Key Sequence ล่วงหน้าได้ ดังนั้น Hacker ก็สามารถเตรียมคำสั่งอันร้ายกาจไว้ได้นั่นเอง ข้อดีที่สำคัญสุดๆของ Rubber Ducky นั้นคือ พวก Antivirus จะไม่สามารถตรวจจับได้ว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่อันตรายได้ เพราะมันถูกมองว่าเป็นเพียง Keyboard 1 ตัวเท่านั้นเอง

นี่คือหน้าตาของ Rubber Ducky ดูไปก็คล้าย USB Flash Drive ธรรมดาๆ

rubber ducky core

Concept การใช้งานของ Rubber Ducky นั้นง่ายมาก มี 4 ส่วน ได้แก่ Write, Encode, Load, Deploy

rubber ducky manual

  • Write เขียนคำสั่งต่างๆ หรือ Key Sequence ต่างๆ ที่ต้องการจะ Run บนเครื่องเหยื่อ
  • Encode คือแปลงพวก Key Sequence ที่เราเตรียมไว้ให้เป็น Payload ของเจ้า Rubber Ducky
  • Load ก็คือเอา Payload ไปใส่บน memory card ของเจ้าเป็ดเหลือง
  • Deploy คือการจิ้มเจ้า Rubber Ducky ใส่เครื่องเหยื่อ หลังจากนั้นคำสั่งบน Rubber Ducky ก็จะ Execute บนเครื่องเหยื่อ ถ้าอยากจะ Execute Payload ซ้ำ ก็สามารถกดปุ่ม Replay บน Rubber Ducky ได้

ใน Package ของ Rubber Ducky นั้นมีอุปกรณ์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ ช่วยในการ ลับ ลวง พลาง ด้านขวานี่ก็ตัวช่วยประกอบให้หน้าตาดูเป็น Flash Drive ทั่วๆไป แต่ด้านซ้ายสุดนี่สิ หัวแปลง USB  ซึ่งทำให้สามารถใช้ Rubber Ducky กับ Android ได้ และ 1 ใน Payload ที่เคยฮิตมากเกี่ยวกับ Android คือ การทำ Brute Force Passcode ที่ Login Screen

rubber ducky parts

มาดูกันดีกว่าว่าพอเสียบ USB Rubber Ducky เข้าไปในเครื่องแล้วจะเป็นอย่างไร

อันนี้เป็น Payload ง่ายๆสำหรับการ Add User ใหม่บน Windows พร้อมทั้ง Add เข้า Administrators Group ด้วยครับ (ใน Video จะมีบางช่วงที่หยุดซักระยะนึงนั้นคือการตั้ง Delay ว่าอยากให้ช้าหรือเร็วแค่ไหน ถ้าตั้งเร็วเกินไปเดี๋ยวจะดูไม่ทันครับ)

อยากให้เจ้า Rubber Ducky ทำงานได้ซับซ้อนแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเขียน Script ของแต่ละคนแล้ว เช่น สั่ง Capture Screen ทุกๆ 1 นาที พร้อมส่ง Mail มาให้เรา หรือ สั่งให้ Download Malware มา Install ที่เครื่องก็เป็นไปได้

เจอแบบนี้แล้วใครบอกว่า Physical Security และ Security Awareness ไม่สำคัญก็คิดดูใหม่ได้นะครับ

ปล. ถ้าใครคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญ และ อยากให้เพื่อนๆ หรือ คนที่ทำงาน มีความตระหนักในเรื่อง Security ก็อย่าลืมกด Like กด Share นะครับ รับรองว่ามีอะไรตื่นเต้นอีกเยอะ ส่วนใครที่สนใจและอยากให้ทีมงานไปแชร์ความรู้เกี่ยวกับ Security Awareness ให้กับองค์กรของท่านก็สามารถติดต่อเราได้เช่นกันครับ ขอบคุณครับ

Take a deep breath with Heartbleed

สำหรับเรื่อง Heartbleed ผมขอเขียนให้กระชับที่สุดก็แล้วกันครับ (เพราะมีแหล่งข้อมูลเยอะแล้ว และอีกอย่างไอ้ Heartbleed ทำเอาเลือดสาดเลยทีเดียว)

heartbleed

Heartbleed bug หรือ CVE-2014-0160 ทำให้ใครก็ตามสามารถเห็นข้อมูลใน memory ครั้งละประมาณ 64K ได้ต่อ 1 ครั้ง อยากเห็นกี่ครั้งก็ได้ตามสบาย แล้วอะไรที่เห็นได้บ้างหรอครับ? เพียบเลยเช่น content ที่ไม่ต้อง authenticate ก่อนก็ดูได้, ข้อมูล session, Private Key, username และ passwords ส่วนใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ลองดูจากรายการด้านล่างได้เลยนะครับ

- ถ้าใครยังไม่รู้จักให้ลองอ่านจาก heartbleed.com

- หากใครไม่สันทัดภาษาอังกฤษ ThaiCERT ก็เขียนบทความออกมาอธิบายแล้วครับ ระวังภัย ช่องโหว่ใน OpenSSL ผู้ไม่หวังดีสามารถขโมยข้อมูลใน Memory จากเครื่องของเหยื่อได้ (Heartbleed, CVE-2014-0160)

- คุณ Phitchayaphong Tantikul ทำ VDO ภาษาไทยเอาไว้สามารถไปดูเพิ่มความเข้าใจได้ที่ ช่องโหว่ OpenSSL Heartbleed

เอาล่ะครับ เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ปัญหาคือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น

opensslhttps://www.openssl.org/news/secadv_20140407.txt

เพียงแค่ update เรื่องมันยังไม่จบนะครับ สาเหตุก็คือ

1. เราไม่รู้ว่าโดนเอาอะไรออกไปแล้วบ้าง ถ้าหากมีการ implement Extrusion Detection ก็ลองไปดูเลยนะครับว่ามีอะไรถูกเอาออกไปแล้วบ้างหรือไม่(ผมจัดว่าวิธีนี้ยากเกินไป อาจจะต้องรอ vendor ทำ flow analysis ออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งช้าไปแล้ว)

2. สืบเนื่องจากข้อ 1 มันไม่มี log ปรากฎครับ หากเราดูแต่ web server log เราจะตอบคำถามใครไม่ได้ว่ามันเสียหากมากน้อยแค่ไหน เป็นสถานการณ์ที่เราเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่ง

3. คุณ Update และแก้ปัญหาฝั่ง server-side ได้ก็จริง แล้วฝั่ง client-side ล่ะครับ ชิบหายครับ ลองคิดดูว่าถ้าเราบังคับให้ client connect กับ server ที่เรา control ได้ client-side attack ก็สามารถเกิดขึ้นได้ซึ่งจะทำให้เราสามารถอ่านข้อมูลใน memory ของ client ได้ ซึ่งตอนนี้นักวิจัยเค้าออกมา confirm แล้วครับว่า Android versions 4.1.0 และ 4.1.1a มีโอกาสโดน heartbleed bug เล่นงาน
(SSL บน Window ไม่เป็นไร ไม่งั้นตายหมู่แน่นอนครับ)

ดังนั้นเวลาตอบคำถามใครก็ตามอย่าลืมประเด็นเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ

heartbleed2

คำแนะนำเพิ่มเติมที่พวกเราอยากบอกทุกท่าน

1. ทดสอบดูว่า Server ทั้งที่อยู่ใน internal network และ DMZ zone มีช่องโหว่หรือไม่ มีจัดการแก้ bug
ก่อนเลยครับ รีบๆทำด้วย
2. Generate Certificate ใหม่เลยครับ อย่าคิดว่าเปลืองแรง ถ้าหากระบบของเราเป็นระบบสำคัญต้องทำทันที
3. เช่นเดียวกันกับข้อ 2 จัดการ reset password ของผู้ใช้งานทุกคน ไม่ใช่เรื่องน่าอายเพราะโดนกันทั้งโลกนะครับ
4. Application ที่เอาไป plug กับคนอื่นๆ ลองถามเค้าด้วยนะครับว่าระบบของเค้า OK กับ heartbleed หรือยัง ไม่ว่าจะเป็นการ implement โดยใช้ library ที่ใช้ openssl หรือเอา application ไปคุยกับ application อื่นๆ
5. สำหรับ Client-side จัดเป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมหวังว่าอย่างน้อย browser vendor อาจจะทำอะไรได้บ้าง (ตอนนี้ก็มี plugin ช่วย check แต่เราไม่ค่อยชอบใช้พวก plugin ครับ)
6. Cloud Service ที่เราใช้กันอยู่มีใครโดนเล่นหรือไม่ ไปดูได้ที่ The Heartbleed Hit List: The Passwords You Need to Change Right Now
7. ช่วงนี้ระวัง Phishing ด้วยครับ ถ้ามี mail ส่งมาให้ reset password ขอให้มีสติ
8. สำหรับการตรวจดูว่า Web นั้นๆโดน heartbleed หรือไม่ สามารถตรวจได้หลายที่ เช่น

9. ผมว่าตรวจด้วย script เห็นชัดสุดครับ internal test ภายใน private network ก็สามารถทำได้ หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะ check Heartbleed ของเครื่องในองค์กรได้อย่างไรสามารถสอบถามมาได้เลยนะครับ เดี๋ยวจะเอา script ไปให้ลองใช้ดู แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนทำได้อยู่แล้ว :)

Stay safe and get secured!!

Information Security Training for Bhutan’s MOIC officers

สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเรารู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ได้ให้โอกาสกับพวกเราไปบรรยายให้กับเจ้าที่ด้าน ICT จาก Ministry of Information and Communication หรือ MOIC จากราชอาณาจักรภูฏานในหัวข้อดังต่อไปนี้

1. พื้นฐานเทคโนโลยี Remote Access
2. พื้นฐานเทคโนโลยี Web Filtering
3. Penetration testing/Ethical Hacking
4. Basic Network Security Monitoring
5. Malicious PDF Analysis
6. Wanna Learn Kung fu?

Bhutan1
หลังจากสิ้นสุดการบรรยายทางผู้เข้ารับการอบรมก็ได้ชื่นชมและให้คำขอบคุณกับความรู้, วิธีการและเทคนิคต่างๆที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการทำงาน

พวกเราจะ Deliver ผลงานดีๆออกมาอย่างต่อเนื่องครับ และหวังว่าจะมีโอกาสเปิด class ให้กับคนไทยได้เรียนรู้เรื่อง Security อย่างจริงจังในรูปแบบที่เป็นแบบฉบับของเรา ซึ่งพวกเรามั่นใจว่าหลังจากเรียนจบจะต้องเอาไปต่อยอดได้ต่อไปอย่างแน่นอน

อยากเรียนกังฟูกันบ้างรึยังครับ!
bhutan pentest cover

IncognitoLab Case : Attack by advertisement

สถานการณ์ล่าสุด

2:20PM 26 Sep 2013 script หยุดการ redirect

สำหรับท่านที่มีปัญหาเรื่องการ redirect อัตโนมัติ ให้ลองตรวจสอบว่า Java ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องคือ version 1.7 ใช่หรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่ BrowserScan by Rapid7 โดยที่การวิเคราะห์ล่าสุดนั้นพบว่าเครื่องที่เกิดปัญหาจะมีการใช้งาน java 1.7.x อยู่ และ website ที่เข้าไปใช้งานมี script การติดตามผู้ใช้งานอยู่ตามรูป
Screen Shot 2556-09-26 at 2.13.18 PM
ซึ่งตัวการที่ทำให้การใช้งานของเรามีปัญหาคือ scorecardresearch.com

วิธีการแก้ไข

ต้อง Block มันครับ บน chrome และ firefox มี plugin ชื่อ collusion ที่สามารถ block การติดตามการใช้งานได้ ซึ่งมันจะ block website พวก tracer ที่คอยติดตามการท่องเว็บของเราอยู่ตลอด


หลังจากที่ห่างหายไปนานเมื่อวานพวกเราพึ่งจะเผยแพร่บทความไป ตั้งใจว่าจะทิ้งช่วงไว้สักนิดค่อยเขียนบทความใหม่ แต่เราก็ทำไม่ได้ครับเนื่องจากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับการใช้งาน Internet ของพวกเรา นั่นคือบาง Website ที่เราเข้าไปใช้งาน เกิดอาการแปลกๆขึ้น โดยหลังจากเข้าไปบาง website มันมักจะ redirect ไปที่ http://www.forex-prices.com

forex_redir1

หลังจากที่พวกเราสังเกตดูหลายๆ website* ได้แก่ bloomberg, posttoday และ stock2morrow ก็พบว่าภายใน website มีการใช้งาน service ของ scorecardresearch.com อยู่ ซึ่ง scorecardresearch.com นั้น claim ตัวเองว่าเป็น service ด้านการตลาดอย่างหนึ่ง

*ขออนุญาตกล่าวอ้างอิงถึงเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านครับ จริงๆแล้วมีหลายเว็บแต่ขอยกเฉพาะ website ที่คนไทยน่าจะรู้จักกันมากพอสมควร นอกจากนี้เราพบว่าปัญหานี้เกิดขึ้นกับ ISP บางเจ้าเท่านั้นครับ

พอเราสังเกตให้ละเอียดขึ้นพบว่าหลังจากที่เข้า website ดังกล่าวจะมี request ไปที่ b.scorecardresearch.com เกิดขึ้นเสมอตามรูป
forex_redir2

หลังจากนั้นก็จะมี script ดังกล่าวขึ้นมาทำงาน
forex_redir3

ถ้าวิเคราะห์แบบเร็วๆดูก็จะพบว่ามี keyword เหล่านี้อยู่ใน sourcecode

self","top","href","location","http://goo.gl/voNi7T","script",
"createElement","type","text/javascript","async","src",
"http://fxpr.com//api.js","getElementsByTagName","authID","",
"body","p","div","h1","header","html","insertBefore","parentNode

ใน keyword ดังกล่าวมีการอ้างอิงถึง http://goo.gl/voNi7T ถ้าหากลองเรียกดูก็จะพบว่ามันคือ short URL ของ forex-prices.com

ถามว่าจะแก้ไขอย่างไร

คำตอบนี้จะต้องให้ webmaster ของ website ที่ใช้บริการ advertisement หรือ banner ต่างๆ มาช่วยจัดการครับ เนื่องจากวิธีนี้เป็นการโจมตีผ่านการใช้งาน ads และ banner กลุ่มผู้ร้าย (cyber criminal) อยากจะ enable หรือ disable การโจมตีเมื่อไรก็ได้ที่อยากจะทำ ทำให้เรา trace ไปหาตัวผู้ร้ายได้ยาก

ส่วนฝั่งผู้ใช้งานก็ต้องดูแลตัวเองด้วยการ update patch ทั้ง OS, Browser และ Plugin ต่างๆ ลองไปตรวจสอบว่า Browser ที่ใช้งานปลอดภัยหรือไม่ ผ่าน service ชื่อ BrowserScan ของ rapid7 ดูนะครับ (ฟรีและดีมาก)

ถ้าหากใครเข้า website แล้วเกิดอาการแบบนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวกันด้วยนะครับ ครั้งนี้พวก cyber criminal ทำแค่ redirect เราไปสักที่หนึ่งเพื่อจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่ คราวหน้ามันอาจจะ redirect เราไป landing page เพื่อโจมตีเราก็เป็นได้

นอกจากนี้ผู้ใช้งานทั่วๆไปอย่างเราๆ อาจจะสามารถป้องกันด้วยวิธีการติดตั้ง Add-on ของ Web Browser ที่ช่วย Block Ads ต่างๆ ได้ แต่ผมคิดว่า Solution นี้เป็นแค่วิธีการป้องกันชั่วคราวเท่านั้น เพราะวิธีการโจมตีแบบนี้ถือว่า Stealth มากๆ การ Update ของ Add-on อาจจะมาไม่ทันทำให้เราอาจตกเป็นเหยื่อได้อีก อย่างไรก็ตามวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง Security Awareness ให้กับตัวเราเองครับ

Be Prepared!!!

เรื่องบล็อคเว็บไซด์น่ะหรือ คุณหยุดผมไม่ได้หรอก (ฉบับง่าย)

คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม?

อยู่ออฟฟิศ เข้า Web ไม่ได้อีกแล้ว จะบล็อคอะไรกันนักหนา Web ที่จะเข้าก็ใช้เกี่ยวกับงานทั้งนั้นแหละ ขอเข้าแค่ Web เดียว นี่จะต้องไป Process กันนานขนาดนี้เลยเหรอ เออเดี๋ยวเปิดดูผ่านจอเล็ก ๆ ในมือถือก็ได้

วันนี้เรามีวิธีการที่จะมาช่วยคุณได้ เตรียมพบกับวิธีจัดการกับเจ้า Web Filter หรือเจ้าอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเข้า Website ในองค์กรกันนะครับ

เริ่มจากทำความเข้าใจก้บ Web Filter ก่อนว่าทำงานอย่างไร

ในบางครั้ง Web Filter ก็ถูกเรียกว่า Web Proxy ซึ่งในองค์กรมักจะวางเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ในลักษณะที่เป็น Proxy Server

จากรูปด้านบนจะเห็นว่า Proxy Server เป็นตัวกลางที่ใช้รับส่งข้อมูลระหว่าง Alice และ Bob เปรียบเสมือน Proxy Server เป็นตัวกลางระหว่าง User ในองค์กร และ Website ต่าง ๆ ดังนั้น Request จาก User จะถูกส่งมาที่ Proxy ก่อนที่จะส่งจาก Proxy ไปหา Website ทำให้ Proxy นั้นสามารถตัดสินใจได้ว่าจะอนุญาตให้ User เข้าใช้งาน Website ต่าง ๆ ได้หรือไม่ ซึ่งความเก่งในการตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ว่าฉลาดแค่ไหนด้วยครับ

Web Filter

เพิ่มเติม Function ของ Web Proxy นั้นนอกจากจะทำ Web Filter แล้วมักจะใช้คู่กับการทำ Caching ด้วย เพื่อเพิ่มความเร็วและช่วยประหยัด Bandwidth ให้กับองค์กรในกรณีที่มีหลาย ๆ User ต้องการเข้าใช้งาน Web Site เดียวกัน ก็สามารถดึงข้อมูลจากใน Cache ส่งให้ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไป Request จาก Server หลาย ๆ ครั้ง

สำหรับการ  Bypass Web Filter หรือการแอบเล่น Internet นั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่บทความนี้จะยกตัวอย่างมา 3 วิธี ดังต่อไปนี้

วิธีที่ 1 ใช้ HTTPS แทน HTTP

การวาง Web Proxy นั้นหากไม่ได้มีการเปิด Feature ที่เรียกว่า SSL Interception ไว้ Admin ของระบบมักจะมีการปล่อยให้ทุก Request ที่เป็น HTTPS วิ่งออกสู่ Internet ได้เลย

SSL Interception คือ วิธีการ Decrypt ข้อมูลของ SSL Tunnel เพื่อวิเคราะห์ดูถึง Content หรือ URL ใน Request ซึ่งหากไม่ทำการ Decrypt ข้อมูลก่อน Web Proxy ก็จะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรอนุญาตให้ Request นั้นผ่านไปหรือไม่ ซึ่งจะกลายเป็นว่าจะปล่อยผ่านทุก ๆ Request ที่เป็น HTTPS (เข้าได้ทุก HTTPS website) หรือ ไม่ปล่อย HTTPS เลย (Website ที่เป็น HTTPS จะเข้าไม่ได้เลย)

หากองค์กรไหนที่ต้องการจะทำ SSL Interception นั้นจะต้องมีความเข้าใจในเรื่อง Digital Certificate พอสมควร ไม่อย่างนั้น User จะพบกับปัญหาการแจ้งเตือน “SSL Certificate Untrusted” ได้ เนื่องจากว่าการทำ SSL Interception เปรียบเสมือนกับการทำ Man-in-the-middle attack รูปแบบนึง

วิธีที่ 2 ใช้ Google Cache

ถ้าเคยสังเกตจะเห็นว่าส่วนใหญ่ใน Search Result ของ Google มักจะมีให้กด Cached ดูได้ ซึ่ง Cache ก็คือข้อมูลเก่าที่มีการเก็บไว้ที่ Google ตอนที่ Google ทำการ Crawling Web Site นั้น ๆ นั่นเอง

incognitolab search

การใช้งาน Cached นั้นจะช่วยให้สามารถอ่านข้อมูลบนหน้า Web Site ได้เนื่องจากว่า Request ที่มีการส่งไปนั้นจะเป็นการส่งไปหา Google ซึ่งปกติแล้วไม่มีใครเค้า Block Google Website กันครับ แต่ว่าจะมีข้อเสียคือ ข้อมูลใน Cache ของ Google นั้นอาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูล update ล่าสุด และการใช้งานนั้นมักจะเป็นการเข้าใช้งานได้ทีละหน้าเท่านั้น เนื่องจาก Link ต่าง ๆ จาก Cache จะ Link ไปหา Website จริง ซึ่งอาจจะถูก Block อยู่

วิธีที่ 3 ใช้ Google Translate

สำหรับวิธีนี้โดยส่วนตัวชอบมากครับ เราสามารถใช้ Google Translate เพื่อ Bypass Web Filter ได้โดยการใช้การแปลภาษา ซึ่งปกติเรามักจะใช้ Google Translate แค่แปลประโยคเท่านั้น แต่หากเราต้องการแปลทั้ง Website เราสามารถพิมพ์ชื่อ Website นั้น ๆ ที่กล่องด้านซ้ายมือได้เลย

google translate

หากอยากดู Website ที่ต้องการโดยภาษาไม่เปลี่ยน (หรือเปลี่ยนน้อยที่สุด) นั้น จะต้องเลือกต้องเลือกภาษา (output language) ที่ต้องการแปลให้ตรงกับ Website นั้น ๆ เช่น เลือกภาษาไทย สำหรับ Website Pantip.com ครับ จากนั้นก็ Click ไปที่ URL ในกล่องด้านขวามือได้เลย

google translate 2

จากรูปด้านบนจะเห็นว่าถึงแม้ Content ของ Website จะเป็นของ Website Pantip.com แต่ URL ที่ทำการ Request ไปนั้นเป็นของ Google ซึ่งปกติจะไม่ถูก Block อยู่แล้วครับ

สรุป

ทั้ง 3 วิธีนี้เป็นเพียงวิธีการง่าย ๆ เพื่อให้ User ทั่วไปเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้อย่างง่าย ๆ เท่านั้นครับ ซึ่ง 3 วิธีการนี้อาจจะใช้ผ่านบ้าง ไม่ผ่านบ้าง ก็ลองนำไปใช้ดู หากมีใครมีวิธีง่าย ๆ น่าสนใจก็แนะนำกันได้ครับ และหากมีใครสนใจเรื่อง Security เรื่องไหนเป็นพิเศษก็แจ้งเราได้เช่นกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ