ฐานข้อมูล CVE อาจหยุดให้บริการหลังจากวันนี้

content-image

17/4/2025 อัปเดตสถานการณ์ โครงการ CVE รอดชั่วคราว

CISA ยืดเวลาให้ทุนในโครงการ CVE ต่ออีก 11 เดือน หลังจากที่เมื่อวาน (16 เม.ย. 2025) โลกไซเบอร์ปั่นป่วนเมื่อสัญญาการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ แก่ MITRE ซึ่งดูแลโครงการ CVE หมดอายุลงแบบไม่มีความชัดเจนว่าจะมีใครมารับช่วงต่อหรือไม่

ล่าสุด! CISA (หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ) ประกาศ “ยืดอายุสัญญา” ให้ MITRE ดำเนินงานโครงการ CVE ต่อไปได้อีก 11 เดือน เป็นการซื้อเวลาเพื่อไม่ให้ระบบตรวจสอบและเผยแพร่ช่องโหว่ทั่วโลกต้องหยุดชะงัก

แต่... ยังไม่จบแค่นั้น! สมาชิกบอร์ด CVE หลายคนได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งองค์กรใหม่ในชื่อ "CVE Foundation" ซึ่งจะเป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไร เพื่อบริหารจัดการโครงการ CVE อย่างยั่งยืนและเป็นกลางในระยะยาว ลดการพึ่งพาทุนจากรัฐบาลรายเดียว (อย่างไรก็ตาม CVE Foundation ไม่ใช่ Official Action จากบอร์ดของ CVE ในปัจจุบัน แต่เป็นกลุ่มคนในบอร์ดที่พยายามผลักดันให้โครงการ CVE ยังอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว)


ข่าวสำคัญวันนี้ (16/4/2025) เกี่ยวกับฐานข้อมูล CVE อาจหยุดให้บริการหลังจากวันนี้

CVE คืออะไร?

CVE (Common Vulnerabilities and Exposures) คือระบบกลางที่ใช้ระบุช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ตรวจพบในระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ช่วยให้ทุกฝ่ายในแวดวงความปลอดภัย—ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ทีม SOC หรือ Vendor—สามารถใช้หมายเลขอ้างอิงเดียวกันในการติดตามและจัดการช่องโหว่

ใครเป็นผู้ดูแล?

MITRE คือผู้ดำเนินการหลักของโปรแกรม CVE โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก CISA และรัฐบาลสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1999

โดยการออกหมายเลข CVE ได้จะต้องเป็น CNA (CVE Numbering Authority) ปัจจุบันมีบริษัท/หน่วยงานที่เป็น CNA ทั้งหมด 453 CNA ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น Vendor ที่เป็นเจ้าของ Product นั้น ๆ ซึ่งพอเป็น Product ของบริษัทที่ไม่ได้ใหญ่มากก็จะไม่มี CNA ที่มาดูแลโดยตรง ดังนั้นภาระส่วนใหญ่ก็จะไปตกที่ CNA หลัก ก็คือ MITRE นั่นเอง

สถานการณ์ล่าสุด

สัญญาการดำเนินโครงการ CVE จะหมดอายุลงในวันที่ 16 เมษายน 2025 ซึ่งหมายความว่า:

  • เว็บไซต์ CVE อาจไม่อัปเดตรายการช่องโหว่ใหม่อีกต่อไป
  • การออกหมายเลข CVE สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ CNA อาจถูกระงับ
  • การจัดการโครงสร้างข้อมูล CVE และการตรวจสอบคุณภาพจะหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  1. ผลกระทบต่อโลกความมั่นคงไซเบอร์:
  • การไม่มีหมายเลข CVE ใหม่อาจทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลช่องโหว่เกิดความล่าช้า
  • ระบบอัตโนมัติที่ใช้ฐานข้อมูล CVE เช่น SIEM, SOAR, XDR จะไม่สามารถอัปเดตข้อมูลภัยคุกคามล่าสุดได้
  • การสื่อสารระหว่าง Vendor และลูกค้าในด้านช่องโหว่จะขาดความชัดเจน
  1. ผลกระทบทางธุรกิจ:
  • Delay in Patch Management: บริษัทอาจไม่สามารถระบุหรือจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบมีช่องโหว่เปิดนานขึ้น
  • Loss of Compliance Readiness: องค์กรที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น ISO 27001, NIST, PCI DSS หรือ GDPR อาจเสี่ยงต่อการขาดความสามารถในการแสดงการจัดการช่องโหว่ที่เหมาะสม
  • Trust Erosion: ลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์อาจเริ่มตั้งคำถามกับระบบการจัดการความปลอดภัยขององค์กร หากไม่สามารถอ้างอิง CVE ได้อย่างเป็นทางการ
  • Cost Increase: การประมวลผลและวิเคราะห์ช่องโหว่จะต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลอื่นหรือพัฒนาโซลูชันภายในเอง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นทั้งด้านเวลาและทรัพยากร

แล้วเราจะไปทางไหนต่อ?

ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ แต่การผลักดันให้โปรแกรม CVE ได้รับทุนต่อเนื่องหรือมีองค์กรใหม่เข้ามารับช่วงต่อถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจ


สรุป

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ช่องโหว่” แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างพื้นฐานของความมั่นคงไซเบอร์” ที่ทุกธุรกิจพึ่งพา หากไม่มี CVE ที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ จะกระทบทั้งด้านเทคนิค การปฏิบัติตามข้อกำหนด และความน่าเชื่อถือขององค์กร

News

News

บริการของเรา

ให้เราช่วยดูแลความปลอดภัยให้คุณ

หากท่านสนใจและต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเรา สามารถนัดหมายเพื่อพูดคุยผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ทีมงานยินดีให้คำปรึกษาและตอบทุกข้อสงสัยอย่างเต็มที่

logologo

บริษัท อินค็อกนิโตแล็บ จำกัด

38 ซอยเพชรเกษม 30 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160