PDPA คืออะไร องค์กรต้องเตรียมตัวอย่างไร

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งของประเทศ หลายท่านคงได้ทราบข่าวแล้ว สำหรับการเลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้ถูกเลื่อนบังคับใช้มาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว จากกำหนดการในการบังคับใช้เดิมนั้นอยู่ในช่วงกลางปี 2563 ซึ่งได้ถูกเลื่อนมา 1 ครั้ง และในปีนี้ก็มีมติคณะรัฐมนตรี ให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2565 เหตุผลหลักในการเลื่อนมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงรุนแรง และต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
ถึงแม้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ได้ถูกเลื่อนออกไป แต่ในหลายกลุ่มธุรกิจได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ในหลายภาคส่วนธุรกิจได้มีการเตรียมตัว ดำเนินการโครงการรวมถึงจัดหาเครื่องมือ เพื่อให้องค์กรของตนปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่าน อีกส่วนหนึ่งบางองค์การก็มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในฝั่งยุโรปหรือ GDPR นั่นเอง ทั้งนี้ในปัจจุบันในทุกภาคส่วนก็ได้ตระหนักและได้ให้ความสำคัญกับความพยายามขององค์กรที่จะปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้สิทธิที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject Access Right Request : DSAR) ที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) เป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น ช่องทางการใช้สิทธิผ่านบริการยื่นขอใช้สิทธิที่อยู่บนเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
กฎหมายฉบับนี้เองอยู่ในระหว่างพัฒนากฎหมายลำดับรองรวมไปถึงประกาศที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม แต่ในส่วนภาคเอกชนและภาควิชาการนั้นก็ได้มีการร่วมมือกันและออกแนวปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทาง อย่างไรก็ตามการนำแนวปฏิบัติดังกล่าวไปปรับใช้ในแต่ละองค์กรนั้นก็ยังจะต้องใช้ทรัพยากรอีกพอสมควร เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องตีความกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพิจารณาแนวปฏิบัติเหล่านั้นให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร หากจะสรุปโดยคร่าวในการดำเนินตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมการใน 3 ส่วนหลักดังนี้
- การเตรียมการด้านเอกสารทางกฎหมาย
เอกสารทางกฎหมายทั้งสัญญา (Contract) หรือเอกสารความยินยอม (Consent) ที่ต้องสอดคล้องกับฐานทางกฎหมาย (Lawful basis) ที่องค์กรเหลือใช้ในแต่ละชุดข้อมูล และครอบคลุมการไหล (Data flow) ของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่อยู่ภายในองค์กร และนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องถูกระบุอย่างชัดเจนและให้เป็นไปตามบริบทขององค์กร รวมถึงสอดคล้องกับกลุยุทธ์และเป้าหมายขององค์กรเอง - การเตรียมการด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย
เมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมการ ไม่ว่าจะเป็น การรองรับการใช้สิทธิจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (DSAR) การจัดการเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่องค์กรดูแลอยู่ (Privacy breach management) การเตรียมการบันทึกการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น - การเตรียมการด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบใดก็ตามไม่ว่าจะ รูปแบบเอกสาร รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือรูปแบบอื่น องค์กรเองมีความจำเป็นจะต้องมีมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม โดยพิจารณาผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว (Data Projection Impact Assessment : DPIA หรือ Privacy Risk) เพื่อมั่นใจได้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ดูแลโดยองค์กรอยู่นั้นจะมีความมั่นคงปลอดภัยที่เพียงพอจากการเข้าถึง ประมวลผล เปลี่ยนแปลง หรือแม่กระทั้งการส่งต่อจะต้องถูกดำเนินการจากผู้ที่มีสิทธิในการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้นเท่านั้น
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นที่องค์กรต้องเตรียมการ และเป็นเพียงข้อสรุปเท่านั้น ในการดำเนินการจริงเพื่อให้ปฏิบัติ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มีการดำเนินการอีกจำนวนมาก รวมไปถึงในหลายองค์กรที่คาดการณ์ว่าจะมีการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นอีกมากหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ
เห็นได้จากในหลายองค์กรพิจารณาจัดหาหรือพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่องค์กรดูแลอยู่ รวมไปถึงการขอรับรองมาตรฐานด้านการจัดการและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล Privacy Information Management System:PIMS หรือมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019
โดยองค์กรชั้นนำในประเทศนำกรอบการดำเนินการตามาตรฐานนี้มาปรับใช้กับองค์กร รวมไปถึงขอการรับรองมาตรฐาน ปัจจุบันในประเทศไทยนั้นสามารถขอการรับรองในรูปแบบ accredited certification ได้แล้วด้วย นั่นก็แสดงว่ามาตรฐานที่ได้รับความนิยม ถูกพูดถึงในวงกว้างและได้ถูกนำไปปรับใช้กับองค์กรทั่วโลก (ในโอกาสหน้าผู้เขียนจะลงรายละเอียดในส่วนของรูปแบบมาตรฐานแบบaccredited และ non-accredited certification)
โดยผู้เขียนคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามาตรฐานนี้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทยมาตรฐานฉบับนี้ครอบคลุมเนื้อหาของ GDPR ดังนั้นการดำเนินการตามมาตรฐานนี้จะครอบคลุมกับเนื้อหาที่มีอยู่ใน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ อาจจะมีบางส่วนที่ตัวมาตรฐานมีเนื้อหาเกินจากกฎหมายของประเทศไทย เช่น Automated decision making ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรจะพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ในรูปแบบใดจะเริ่มจากปฏิบัติตามกฎหมายก่อน หรือจะเริ่มจากการนำกรอบมาตรฐานมาปรับใช้ในองค์กร โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมและความชำนาญ ขององค์กร หากองค์กรใดได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 อยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องไม่ยากที่จะต่อยอดไปยังมาตรฐานด้านการดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701:2019
ทาง Incognito Lab มีทีมที่ปรึกษาที่ประสบการณ์และความชำนาญทั้ง ด้านของมาตรฐาน (standard) ด้านการดูแลความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (personal data protection) และด้านกฎหมาย (legal) ผ่านการออกแบบ วิเคราะห์ ให้คำปรึกษากับบริษัทชั้นนำในประเทศมาอย่างยาวนาน โดยมาตรฐาน ISO ที่เราให้คำปรึึกษานั้นได้แก่ ISO27001, ISO27701, ISO20000, ISO22301
หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้ที่ contact@incognitolab.com
คำถามที่พบบ่อย
ฐานทางกฎหมาย lawful basis คืออะไร ทำไมต้องเลือกให้ถูกตั้งแต่ต้น
ฐานทางกฎหมายคือเหตุผลที่องค์กรอ้างได้ว่าเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชุดนั้นได้ ความยินยอมเป็นเพียงหนึ่งในหลายฐาน และไม่ใช่ฐานที่เหมาะกับทุกกรณี เลือกฐานผิดแล้วเอกสารทั้งชุดที่สร้างตามมาผิดตาม เพราะสัญญา ประกาศความเป็นส่วนตัว และแบบขอความยินยอม ล้วนอ้างอิงฐานนี้เป็นจุดตั้งต้น
DSAR คืออะไร องค์กรต้องเตรียมอะไรบ้าง
DSAR คือคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล เช่น ขอดู ขอแก้ไข หรือขอให้ลบข้อมูลของตัวเอง สิ่งที่ต้องเตรียมไม่ใช่แค่ช่องทางรับคำขอ แต่คือความสามารถที่จะตอบได้จริงภายในกรอบเวลา ซึ่งแปลว่าต้องรู้ก่อนว่าข้อมูลของคนคนหนึ่งกระจายอยู่ในระบบไหนบ้าง องค์กรที่ยังไม่เคยทำแผนผังการไหลของข้อมูลมักติดตรงจุดนี้
DPIA ต้องทำทุกกรณีไหม
ไม่ใช่ทุกกรณี แต่จำเป็นเมื่อการประมวลผลนั้นเสี่ยงสูงต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล เช่น ข้อมูลอ่อนไหว การติดตามพฤติกรรมเป็นวงกว้าง หรือการใช้ข้อมูลในแบบที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้คาดหมาย ประโยชน์ของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเอกสาร แต่อยู่ที่การบังคับให้ทีมตอบให้ได้ว่าทำไมต้องเก็บข้อมูลชุดนี้ ตั้งแต่ก่อนระบบจะถูกสร้างเสร็จ
ISO/IEC 27701 ต่างจาก ISO/IEC 27001 อย่างไร
ISO/IEC 27001 เป็นระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลโดยรวม ส่วน ISO/IEC 27701 ต่อยอดขึ้นไปเพื่อเพิ่มการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะ จึงขอการรับรอง 27701 แบบเดี่ยวไม่ได้ ต้องมี 27001 เป็นฐานอยู่ก่อน ข้อดีคือองค์กรที่มี 27001 อยู่แล้ว ส่วนที่ต้องเพิ่มจะน้อยกว่าการเริ่มวางระบบใหม่ทั้งหมด
ทำเอกสารครบแล้ว ยังต้องทำเรื่อง security อีกไหม
ต้อง เพราะข้อกำหนดพูดถึงมาตรการความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ไม่ใช่แค่การมีเอกสารและกระบวนการ ในทางปฏิบัติแปลว่าต้องรู้ว่าระบบที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลมีช่องโหว่อะไรอยู่ และปิดมันตามลำดับความเสี่ยง เอกสารที่ครบถ้วนบนระบบที่ยังเจาะเข้าได้ ไม่ใช่การปฏิบัติตามที่สมบูรณ์
OUR SERVICES
CONSULTING
Cyber security | Risk | Compliance Services Identify your organization’s security gaps, address the pain points, push the proper practice, and drive Security Transformation
Up Next

ARTICLES/1 Mar 2021
Communication Plan and Security Breach Notification Law
ทำไมข่าวองค์กรถูกแฮ็กในต่างประเทศมักมาจากตัวองค์กรเอง แต่ในไทยมาจากที่อื่น เปรียบเทียบแนวปฏิบัติการแจ้งเหตุข้อมูลรั่วและกฎหมายที่บังคับให้ต้องแจ้ง

ARTICLES/26 Jun 2026
Security Hardening รากฐานความปลอดภัยของระบบ ที่ทุกคนควรใส่ใจ
OS และ Server ที่เพิ่งติดตั้งมักเปิด service และ port ทิ้งไว้เพื่อความสะดวก Security Hardening คือการไล่ปิดสิ่งที่ไม่ได้ใช้ เพื่อลดพื้นที่ให้ผู้โจมตีเข้ามา

ARTICLES/19 May 2025
มหาวิทยาลัยทักษิณ เดินหน้าสู่ ISO/IEC 27001:2022
อินค็อกนิโตแล็บร่วมโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของมหาวิทยาลัยทักษิณ ตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 พร้อมงาน Cyber Drill และ Pentest

