ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 305Website Security Standard v1.0

จัดทำโดย Incognito Lab — บริษัทที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ พ.ศ. 2568

ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำที่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงาน CII ต้องปฏิบัติตามสำหรับเว็บไซต์ของตน หน้านี้ย่อสาระทั้ง 77 หน้าให้เป็นลำดับขั้นที่ลงมือทำได้จริง

เริ่มประเมินตนเอง· ประมาณ 20–30 นาที

2

ส่วนของข้อกำหนด — การกำกับดูแล (ข้อ 5) และการดำเนินการ (ข้อ 6)

11

หมวดในแบบตรวจรายการ (ฟอร์ม ค1)

1ครั้ง/ปี

ประเมินตนเองขั้นต่ำ — และเป็นจังหวะของ VA/Pentest, ฝึกซ้อม IR และ BCP

4ครั้ง/ปี

สแกนช่องโหว่ขั้นต่ำ — ทุก 90 วัน (แนะนำ: เดือนละครั้ง)

ภาพรวมเนื้อหาทั้งหมด

1ใครต้องทำตรวจว่าหน่วยงานอยู่กลุ่มบังคับหรือกลุ่มส่งเสริม และทางลัดสำหรับผู้ได้ ISO 270012Compliance Lifecycleวงจร 4 ขั้นตอนตามข้อ 4 ที่ต้องหมุนให้ครบทุกปี3ระดับผลกระทบตัวกำหนดว่าต้องทำข้อไหนบ้าง และต้องรายงานถึงใคร4รายละเอียดข้อกำหนด11 หมวด ครอบคลุมข้อ 5 การกำกับดูแล และข้อ 6 การดำเนินการ5ตัวเลขที่ต้องจำความถี่งานประจำ ค่าตั้งค่าระบบ และรูปแบบการสำรองข้อมูล6–8เริ่มประเมินตนเองแบบฟอร์ม ค1 ส่วนที่ 1–3 และ ค2 ทำทีละหน้าจอในแบบประเมินแยก9เอกสารที่ต้องมีสรุปเอกสารที่ต้องเก็บ และทะเบียนอ้างอิงพร้อมลิงก์10คำถามที่พบบ่อยข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานนี้

1

หน่วยงานของคุณต้องทำหรือไม่

ประกาศแบ่งผู้เกี่ยวข้องเป็น 2 กลุ่ม (ตาราง ค7) กลุ่มหนึ่ง “จะต้องปฏิบัติตาม” อีกกลุ่มเป็นการ “ส่งเสริมให้ปฏิบัติตาม” เลือกประเภทหน่วยงานเพื่อดูผล

กลุ่มที่ 1 — จะต้องปฏิบัติตาม

หน่วยงานของรัฐ

อยู่ในกลุ่มที่ 1 ตามตาราง ค7 ต้องดำเนินการให้เว็บไซต์เป็นไปตามมาตรฐานฉบับนี้ ประเมินตนเองด้วยแบบฟอร์ม ค1 และ ค2 (ถ้ามี) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติมคือ ข้อ 5.6.4 (มาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐ v3.0 หัวข้อ 7) และ ข้อ 5.6.7 (Website Security Guideline ของ สกมช.)

ทางลัดสำหรับผู้ที่ได้ ISO/IEC 27001 แล้ว (ข้อ 7.2.2)

  • ถ้าขอบเขตการรับรองครอบคลุมเว็บไซต์ — อาจจะพิจารณาดำเนินการเฉพาะส่วนที่ยังไม่ได้ทำตาม ISO/IEC 27001 ตามความจำเป็นและเหมาะสม
  • ถ้ายังไม่ได้รับรอง หรือขอบเขตการรับรองไม่ครอบคลุมเว็บไซต์ — ต้องเดินตามเส้นทางเต็มด้านล่างทั้งหมด

2

Compliance Lifecycle ประจำปี

ข้อ 4 ของประกาศกำหนดกิจกรรมบังคับ 4 อย่าง โดยข้อ 5–6 กำหนดว่าเมื่อทำเสร็จแล้วต้องรายงานใคร และถ้าไม่ผ่านต้องทำอย่างไรต่อ

1 · ข้อ 4 (1)

กำหนดคุณลักษณะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ให้กับข้อมูลหรือระบบสารสนเทศของเว็บไซต์ ครบทั้ง 3 ด้าน — ความลับ (C) ความถูกต้องครบถ้วน (I) และสภาพพร้อมใช้ (A)

2 · ข้อ 4 (2)

ประเมินและจัดระดับผลกระทบ

ประเมิน 4 ด้านผลกระทบ (ตาราง ค1–ค4) แล้วสรุปใน ตาราง ค5 โดยยึดระดับที่สูงที่สุดเป็นระดับของเว็บไซต์

3 · ข้อ 4 (3)

ระบุข้อกำหนดขั้นต่ำที่ต้องทำ

นำระดับผลกระทบไปเทียบ ตาราง ค6 เพื่อรู้ว่าข้อไหนบังคับ ข้อไหนได้รับการยกเว้นสำหรับระดับของคุณ

4 · ข้อ 4 (4)

ประเมินตนเอง (Self-Assessment)

กรอกแบบฟอร์ม ค1 ทั้งฉบับ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมแนบหลักฐานประกอบทุกข้อที่ตอบว่าดำเนินการแล้ว

พบข้อที่ “ยังต้องปรับปรุง” ให้จัดทำแบบฟอร์ม ค2 แล้วแจ้งผู้บริหารระดับสูงสุดก่อนลงมือแก้ไข (ข้อ 6)

3

ระดับผลกระทบกำหนดขอบเขตงานของคุณ

ประเมินผลกระทบ 4 ด้าน — มูลค่าความเสียหายทางการเงิน/ทรัพย์สิน/ชื่อเสียง · จำนวนผู้ได้รับอันตราย · ความสามารถในการดำเนินงานตามหน้าที่ · ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย — แล้วเลือกระดับที่สูงที่สุด การเลือกด้านล่างจะปรับทั้งรายละเอียดข้อกำหนดและรายการตรวจสอบทั้งหน้าให้ตรงกับระดับของคุณ

ผลกระทบระดับกลาง — รายงานภายใน ข้อ 5 และ ข้อ 7.2.1.1

  • จัดทำแบบฟอร์ม ค1 และแบบฟอร์ม ค2 พร้อมแนบหลักฐาน
  • เสนอต่อผู้บริหารระดับสูงสุดของหน่วยงาน
  • เก็บรักษาไว้ที่หน่วยงาน เพื่อให้ สกมช. ตรวจสอบ

ขอบเขตข้อกำหนดขั้นต่ำ (ตาราง ค6): ข้อ 5 ทุกข้อ · ข้อ 6 ยกเว้น 6.1.1 เฉพาะส่วนประเมินช่องโหว่/ทดสอบเจาะระบบ และ Third Party Management, 6.2.1, 6.2.3 (5)–(7) และ 6.2.4 เฉพาะส่วนการแบ่งปันข้อมูล

4

เจาะรายละเอียดทีละข้อกำหนด

คลิกแต่ละหมวดเพื่อกางรายละเอียด ข้อที่ถูกยกเว้นในระดับผลกระทบที่คุณเลือกจะแสดงเป็นสีจาง

คำที่ใช้แสดงระดับการบังคับ (ข้อ 1 ของประกาศ)

จะต้อง · Shall

ข้อกำหนด (Requirement) — สิ่งที่จะต้องปฏิบัติตาม ไม่ทำถือว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และต้องกรอกลงแบบฟอร์ม ค2

ควรจะ · Should

ข้อเสนอแนะ (Recommendation) — สิ่งที่ควรจะปฏิบัติตาม หากไม่ทำควรมีเหตุผลรองรับที่อธิบายได้

อาจจะ · May

สิ่งที่ยินยอมหรืออนุญาตให้ทำได้ (Permission) — สิ่งที่อาจจะปฏิบัติตาม เป็นทางเลือก ไม่ทำก็ไม่ถือว่าไม่ผ่าน

ปีละ 1 ครั้ง

ป้ายสีเขียวคือข้อที่มีความถี่กำกับ ต้องทำซ้ำตามรอบ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ

ข้อ 5 · การกำกับดูแลWebsite Security Governance — อ้างอิง NIST CSF 2.0
5.1การสำรวจบริบทของหน่วยงานOrganization Contextจะต้อง 11 ข้อ
5.1.1ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจัดการความเสี่ยงของเว็บไซต์จะต้อง · Shall
ครอบคลุม ภารกิจของหน่วยงาน · ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอก · การขึ้นต่อกันของระบบ · และหมายเหตุ กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อกำหนดของสัญญาที่เกี่ยวข้อง (รายละเอียดและตัวอย่างอยู่ในภาคผนวก ก ตาราง ก1)
5.2นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์Website Security Policiesจะต้อง 22 ข้อ
5.2.1จัดทำนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์จะต้อง · Shall
ให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กรและกลยุทธ์ โดยต้อง จัดลำดับความสำคัญ · สื่อสาร · และบังคับใช้ ถ้ามีนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ/ไซเบอร์อยู่แล้ว ควรจะตรวจสอบว่าครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานฉบับนี้ (มีตัวอย่างนโยบายของ สกมช. ให้ใช้อ้างอิง)
5.2.2ทบทวน ปรับปรุง สื่อสาร และบังคับใช้นโยบายอย่างต่อเนื่องจะต้อง · Shall
เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการ ภัยคุกคาม เทคโนโลยี และภารกิจของหน่วยงาน
5.3กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงRisk Management Strategyจะต้อง 33 ข้อ
5.3.1กำหนดวัตถุประสงค์และกรอบการบริหารความเสี่ยงเป็นลายลักษณ์อักษรจะต้อง · Shall
ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกรอบต้องรวม เกณฑ์ประเมินความเสี่ยง · ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) · ค่าเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) · วิธีประเมินความเสี่ยง · การเฝ้าระวังและติดตาม
5.3.2ทำตามคำแนะนำ สกมช. เรื่องแนวปฏิบัติการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จะต้อง · Shallเฉพาะหน่วยงาน CII
เอกสารอ้างอิงสกมช.
5.3.3จัดทำ สื่อสาร และเก็บรักษาทะเบียนความเสี่ยง (Risk Register) ให้เป็นปัจจุบันจะต้อง · Shall
พร้อมค่า Risk Appetite และ Risk Tolerance และติดตามระดับความเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
5.4บทบาทและความรับผิดชอบด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศRoles & Responsibilitiesจะต้อง 33 ข้อ
5.4.1จัดโครงสร้างองค์กรให้มีการถ่วงดุล พร้อมกำหนดอำนาจ บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบให้ชัดเจนจะต้อง · Shall
อาจจะใช้แนวคิด Three Lines of Defense — ชั้นที่ 1 เจ้าของความเสี่ยง (IT/Security) · ชั้นที่ 2 บริหารความเสี่ยงและกำกับการปฏิบัติงาน (IT Risk / IT Compliance) · ชั้นที่ 3 ตรวจสอบภายใน (IT Internal Audit)
5.4.2กำหนดผู้รับผิดชอบในการจัดและบริหารจัดการเว็บไซต์จะต้อง · Shall
ต้องเป็นนิติบุคคลหรือส่วนหนึ่งของนิติบุคคลที่สามารถรับผิดตามกฎหมายได้ และการมอบหมายหน้าที่ต้องทำโดยไม่ขาดช่วง
5.4.3สื่อสาร ทำความเข้าใจ บังคับใช้บทบาท และจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอจะต้อง · Shall
ทรัพยากรต้องเพียงพอตามกลยุทธ์ บทบาท ความรับผิดชอบ และนโยบายความเสี่ยงที่กำหนดไว้
5.5การวางแผนกำหนดความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์Security Requirements Planningจะต้อง 11 ข้อ
5.5.1กำหนดวัตถุประสงค์และความต้องการในการจัดทำเว็บไซต์ ทั้งด้านฟังก์ชัน ประสิทธิภาพ และความมั่นคงปลอดภัยจะต้อง · Shall
ควรจะวางแผนตาม 5 ขั้นตอนในภาคผนวก ก:
  • ระบุขอบเขตและช่องทางการเข้าถึง — ให้บริการเฉพาะกลุ่มงาน ทั้งหน่วยงาน หน่วยงานพันธมิตร หรือสาธารณะ
  • ระบุข้อมูล ระดับความสำคัญ และความละเอียดอ่อน — ถ้าเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นไปตาม PDPA พร้อมกล่องข้อความยินยอมและระบุวัตถุประสงค์
  • ระบุคุณสมบัติความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องการ — Encryption, MAC, Digital Signature, Uptime Monitoring, Redundancy/HA
  • ระบุกลุ่มผู้ใช้งานและสิทธิการเข้าถึง
  • ระบุระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามกฎหมาย — เช่น IAL/AAL และการเก็บ Log ตามประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ
5.6การกำหนดแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์Security Guidelinesจะต้อง 1010 ข้อ
5.6.1มีแนวทางความมั่นคงปลอดภัยระดับพื้นฐานครบ 3 ด้าน (CIA)จะต้อง · Shall
Confidentiality — เข้ารหัสและควบคุมการเข้าถึงทั้ง Data-at-rest / in-transit / in-use · Integrity — MAC, Digital Signature และการทบทวนข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน · Availability — แผนรับมือภัยคุกคาม การควบคุมปริมาณทราฟฟิกกัน DoS/DDoS และการสำรอง/ทดสอบกู้คืนอย่างสม่ำเสมอ
5.6.2กำหนดคุณลักษณะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้ข้อมูล แล้วประเมินและจัดระดับผลกระทบ 3 ระดับจะต้อง · Shall
ตามประกาศ สกมช. เรื่อง มาตรฐานการกำหนดคุณลักษณะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ พ.ศ. 2566 — ผลลัพธ์นี้คือสิ่งที่กำหนดขอบเขตงานทั้งหมด
5.6.3ทำตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสำหรับโปรแกรมประยุกต์บนเว็บของ ETDA และประกาศ ธพอ. พ.ศ. 2555จะต้อง · Shallเฉพาะที่มีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
5.6.4ทำตามมาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐ (Government Website Standard) เวอร์ชัน 3.0 หัวข้อที่ 7 ความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์จะต้อง · Shallเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ
เอกสารอ้างอิงสพร. (DGA)
5.6.5ทำตามประกาศ สกมช. เรื่อง มาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2567จะต้อง · Shallเฉพาะเว็บไซต์บนคลาวด์
เอกสารอ้างอิงสกมช.
5.6.6เลือกผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ได้รับการรับรองจะต้อง · Shall
เช่น ผู้ให้บริการประเมินช่องโหว่ (VA) และทดสอบเจาะระบบ (Pentest) ที่ได้รับการรับรองและมีประกาศนียบัตร (Accreditations and Certifications) ที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม — ภาคผนวก ข ยกตัวอย่าง OSCP, OSWE, GPEN, GWAPT
5.6.7ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์ (Website Security Guideline) ของ สกมช.จะต้อง · Shallเฉพาะหน่วยงานรัฐและ CII
เอกสารอ้างอิงสกมช.
5.6.8กำหนดแนวทางการสำรองข้อมูลเพื่อลดผลกระทบจะต้อง · Shall
องค์ประกอบอย่างน้อย 4 ข้อ: (1) กำหนดรายการข้อมูลที่ต้องสำรอง (ฐานข้อมูลเว็บไซต์ ไฟล์ตั้งค่า ไฟล์เนื้อหา) (2) กำหนดเทคโนโลยี วิธีการ และไซต์สำรอง (Full/Incremental/Differential) ให้สอดคล้องกับ BCP (3) กำหนดความถี่และพื้นที่จัดเก็บ โดยต้องแยกจากพื้นที่ดำเนินการหลัก (4) ทดสอบแผนสำรองและการกู้คืนจริง
5.6.9จัดการข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log Management) ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะต้อง · Shall
ครอบคลุมบันทึกการเข้าถึงระบบ บันทึกการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า และเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย
5.6.10กำหนดหลักปฏิบัติในการเลิกใช้งานเว็บไซต์จะต้อง · Shall
8 ขั้นตอน: แจ้งผู้ใช้ล่วงหน้า · สำรองข้อมูลเว็บไซต์และฐานข้อมูล · นำข้อมูลออกจากผู้ให้บริการโดยเหลือหน้าแจ้งปิดบริการไว้ระยะหนึ่ง · ยกเลิกบริการ · แจ้งเปลี่ยนสถานะชื่อโดเมนกับผู้ดูแล · ตรวจสอบข้อมูลตกค้างในเครื่องมือค้นหาและขอถอนออก · พิจารณาถือครองชื่อโดเมนต่อเพื่อกันผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปแอบอ้าง · ทำลายข้อมูลตาม NIST SP 800-88 (Clear / Purge / Destroy)
เอกสารอ้างอิงNIST SP 800-88 Media Sanitization
ข้อ 6 · การดำเนินการและรักษาความมั่นคงปลอดภัยWebsite Security Operation — 5 ฟังก์ชันตามประกาศ สกมช.
6.1การระบุความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเว็บไซต์Website Security Identificationจะต้อง 44 / 7 ข้อ
6.1.1มีการจัดการทรัพย์สิน ประเมินความเสี่ยง ประเมินช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบ และจัดการผู้ให้บริการภายนอกจะต้อง · Shall
6.1.1 กจัดทำทะเบียนทรัพย์สินและตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งจะต้อง · Shallปีละ 1 ครั้ง
ปรับปรุงทะเบียนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ทะเบียนควรบันทึกอย่างน้อย: รหัสประจำทรัพย์สิน · ชื่อเรียก · คำอธิบาย · ฟังก์ชันที่สำคัญ · การจำแนกกลุ่ม · เจ้าของ/ผู้ดูแล · ตำแหน่งทางกายภาพ · วันเวลาตรวจสอบ · มูลค่า · วันบันทึกเข้าระบบ · สถานะใช้งาน · อายุการใช้งาน · ระดับความสำคัญ · ผู้มีสิทธิใช้งาน · การขึ้นต่อกัน · เวอร์ชัน/การตั้งค่า/ระยะประกัน
6.1.1 ขประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญจะต้อง · Shallปีละ 1 ครั้ง
และปรับปรุงทะเบียนความเสี่ยงทุกครั้งหลังการประเมิน · เลือกได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขั้นตอนหลัก 5 ขั้น — ระบุภัยคุกคาม · ระบุช่องโหว่ (อ้างอิง CVE Program) · ระบุความถี่ · ระบุผลกระทบ · วิเคราะห์ระดับความเสี่ยง
เอกสารอ้างอิงCVE Program (MITRE)
6.1.1 คมีแนวทางจัดการ ควบคุม และป้องกันความเสี่ยงให้ความเสี่ยงคงเหลือ (Residual Risk) อยู่ในระดับที่ยอมรับได้จะต้อง · Shall
6.1.1 งประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)จะต้อง · Shallปีละ 4 ครั้งยกเว้นในระดับกลาง
ต้องสแกนอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง — เนื้อความกำหนดว่ารอบการสแกน “ไม่ควรเกิน 90 วัน” ซึ่งเท่ากับทุกไตรมาส หรือ 4 ครั้งต่อปี · ถ้าทำได้ควรสแกนเดือนละครั้ง (ทุก 30 วัน) ตามที่เชิงอรรถของเอกสารแนะนำไว้ เพราะสถิติที่อ้างถึงระบุว่าช่องโหว่ถูกนำไปใช้โจมตีเฉลี่ยภายใน 44 วัน ซึ่งเร็วกว่ารอบ 90 วัน
ขอบเขตการสแกนครอบคลุมระบบคอมพิวเตอร์ โครงสร้างเครือข่ายสื่อสารข้อมูล เครื่องบริการเว็บ และเว็บแอปพลิเคชัน · เสร็จแล้ววิเคราะห์ผล จัดระดับความรุนแรง และออกรายงานพร้อมข้อแนะนำ
6.1.1 จทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งตามความจำเป็นควรจะ · Shouldปีละ 1 ครั้งยกเว้นในระดับกลาง
จำลองการโจมตีจริง เช่น SQL Injection, XSS, User Impersonation รวมถึงทดสอบ Unauthorized Access และการหลบเลี่ยงอุปกรณ์ป้องกัน (Bypass Firewall / IDS / IPS) · ปัจจัยที่ต้องกำหนด: ขอบเขต · ผู้ทดสอบ (ภายใน/ภายนอก) · รูปแบบ (Black/White/Grey box) · ค่าใช้จ่าย · รูปแบบรายงาน
6.1.1 ฉจัดการผู้ให้บริการภายนอก (Third Party Management)ควรจะ · Shouldยกเว้นในระดับกลาง
ผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบ (Responsible) และมีภาระรับผิดชอบ (Accountable) · ควรจะมีข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ใน SLA หรือเงื่อนไขสัญญา · ควรจะสร้างกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องว่าผู้ให้บริการทำตามสัญญา และเจรจาต่อรองสัญญาเมื่อมีข้อกำหนดทางกฎหมายใหม่
6.2การป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับเว็บไซต์Website Security Protectionจะต้อง 1212 / 15 ข้อ
6.2.1กำหนดแนวทางการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนเว็บอย่างมั่นคงปลอดภัยจะต้อง · Shallยกเว้นในระดับกลาง
เช่น ใช้หลัก DevSecOps ตั้งแต่ขั้นพัฒนาจนถึงใช้งานจริง · องค์ประกอบสำคัญ: Threat Modeling · Secure Coding · Input Validation and Sanitization · การควบคุมการเข้าถึงและบริหารเซสชัน · การเข้ารหัสข้อมูล · การกำหนด HTTP Security Header · การทดสอบความมั่นคงปลอดภัยอย่างเป็นระบบ · อาจจะวัดระดับวุฒิภาวะด้วย DSOMM ของ OWASP
เอกสารอ้างอิงOWASP DSOMM
6.2.2พิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยของ OWASP Top 10 ในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันจะต้อง · Shall
เอกสารอ้างอิงOWASP Top 10
6.2.3ออกแบบสถาปัตยกรรมเว็บไซต์อย่างมั่นคงปลอดภัยจะต้อง · Shall
พิจารณา Network Segmentation และการจัดวางเครื่องบริการเว็บและเครื่องบริการฐานข้อมูลร่วมกับอุปกรณ์ความมั่นคงปลอดภัย · โครงสร้างแบ่ง 4 ส่วน — Front End · Back End · Database · Reverse Proxy
6.2.3 (1)-(3)อุปกรณ์และบริการความมั่นคงปลอดภัยพื้นฐาน: Firewall · IDS/IPS · ซอฟต์แวร์ตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม (Antivirus/EDR)จะต้อง · Shall
6.2.3 (4)การให้บริการป้องกัน Web Application (WAF)จะต้อง · Shall
6.2.3 (5)-(7)หากมีทรัพยากรเพียงพอ อาจจะพิจารณาเพิ่ม SIEM · XDR · SOARอาจจะ · Mayยกเว้นในระดับกลาง
6.2.4ควบคุมการเข้าถึง (Access Control) และทำให้ระบบมีความแข็งแกร่ง (System Hardening)จะต้อง · Shall
กำหนดบทบาทและสิทธิ · นโยบายรหัสผ่าน (อ้างอิง NIST SP 800-63B) · เก็บรหัสผ่านเป็น Hash · บังคับเปลี่ยนรหัสผ่านเมื่อมีหลักฐานว่ารั่วไหล · ป้องกัน Brute Force · CAPTCHA เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
6.2.4 กบริหารจัดการการเชื่อมต่อระยะไกล (Remote Connection)จะต้อง · Shall
6.2.4 ขบริหารจัดการสื่อเก็บข้อมูลแบบถอดได้ (Removable Storage Media)จะต้อง · Shall
6.2.4 คบริหารจัดการการแบ่งปันข้อมูล (Information Sharing)จะต้อง · Shallยกเว้นในระดับกลาง
6.2.4 งสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับเว็บไซต์ (Website Security Awareness)จะต้อง · Shall
6.2.5พิจารณาการพิสูจน์ตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) หรือ Digital IDจะต้อง · Shall
ควรจะให้ใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เช่น ThaID · ปัจจัยที่ใช้ต้องต่างกันมากกว่าหนึ่งปัจจัย จาก Something they know (รหัสผ่าน) · Something they have (โทเค็น) · Something they are (ลายนิ้วมือ ข้อมูลชีวมิติ)
6.2.6ตั้งค่าความมั่นคงปลอดภัยพื้นฐานของทุกชั้นจะต้อง · Shall
Web Server Software — ติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด เปิดเฉพาะโมดูลที่จำเป็น จำกัดสิทธิบัญชี บังคับ HTTPS/TLS ล่าสุด ปกปิดข้อมูลเวอร์ชัน ตั้ง timeout กัน DoS (อ้างอิง CIS Benchmark) · Web Application — Prepared Statement/Stored Procedure กัน SQL Injection และ Output Validation กัน XSS (อ้างอิง OWASP Web Application Checklist) · CMS — ใช้ปลั๊กอินอย่างระวัง ซ่อนหน้า Login และทำ CMS Hardening · OS — ถอนบริการที่ไม่จำเป็น ตั้งค่าการยืนยันตัวตน Time Sync และ Sandbox (อ้างอิง NIST SP 800-123, STIGs, CIS Benchmark) · ฐานข้อมูล — RBAC + Least Privilege เปิดเฉพาะพอร์ต/IP ที่จำเป็น เข้ารหัส TLS สำรองและทดสอบกู้คืน อัปเดตเวอร์ชัน เก็บและตรวจ Access Logs
6.2.7กำหนดแนวทางและการเลือกบริการที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์จะต้อง · Shall
Web Server / โฮสติ้ง — พิจารณาขอบเขตความรับผิดชอบ · รูปแบบจัดสรรทรัพยากร (Shared/Dedicated) · นโยบายจัดการช่องโหว่และความรับผิด (Liability) · นโยบายความเป็นส่วนตัว · Uptime ไม่ต่ำกว่า 99.9% · สำรองข้อมูลอัตโนมัติอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง · การรับรอง ISO/IEC 27001 · บริการความมั่นคงปลอดภัย (Firewall, WAF, Anti-DDoS, IDS/IPS, Malware Protection) · SFTP สำหรับโอนไฟล์ · ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน · TLS Certificate
CMS — มีเอกสาร Security Best Practice · มีชุมชนนักพัฒนาที่ยัง active · มีแหล่งข้อมูลการตั้งค่า
โดเมน — ผู้รับจดทะเบียนต้องมีการยืนยันการลงทะเบียน · มาตรการรหัสผ่านตาม NIST SP 800-63B · แจ้งเตือนและยืนยันการเปลี่ยนข้อมูล · เลือก TLD/โดเมนระดับรองให้ตรงประเภทหน่วยงาน (.go.th, .or.th, .ac.th, .co.th, .mi.th, .in.th, .net.th) · เปิดใช้ DNSSEC
TLS Certificate — เลือก Cipher Suite ที่แข็งแรง (AES/ChaCha20, SHA-256/384) รองรับ TLS 1.3 · หลีกเลี่ยง SSL 2.0/3.0, RC4, DES · รองรับ Forward Secrecy · เลือกระดับการรับรอง DV / OV / EV ให้เหมาะกับความเสี่ยง
6.2.8ตั้งค่าไฟร์วอลล์เพื่อควบคุมและป้องกันการบุกรุกจะต้อง · Shall
หลักการตั้งค่าอย่างน้อย 6 ข้อ: (1) กำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย (2) ตั้งค่ากฎการกรอง — ใช้หลัก “Deny by Default” เปิดเฉพาะพอร์ต 443 (HTTPS) และปิดพอร์ต 80 ทั้ง Inbound และ Outbound Rule (3) จำกัดการเข้าถึงโดยภูมิศาสตร์ (4) ป้องกันการโจมตี DDoS/SQL Injection/XSS (5) ตรวจสอบและบันทึก Log (6) ปรับปรุงและอัปเดตเป็นประจำ
6.3มาตรการตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์Website Security Detectionจะต้อง 33 ข้อ
6.3.1มีการตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Threat Detection and Monitoring)จะต้อง · Shall
6.3.1 กสร้างกลไกและกระบวนการเพื่อตรวจจับ จัดประเภท วิเคราะห์ และระบุภัยคุกคามหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเว็บไซต์จะต้อง · Shall
6.3.1 ขทบทวนกลไกและกระบวนการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามความเหมาะสมจะต้อง · Shallปีละ 1 ครั้ง
6.4การเผชิญเหตุเมื่อมีการตรวจพบภัยคุกคามทางไซเบอร์Website Incident Responseจะต้อง 44 ข้อ
6.4.1จัดทำแผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับเว็บไซต์ (Incident Response Plan)จะต้อง · Shall
อาจจะอ้างอิงคำแนะนำการตอบสนองต่อเหตุการณ์ของ NIST ซึ่งแบ่งเป็น 6 ส่วนตาม CSF 2.0 — Govern · Identify · Protect (เตรียมความพร้อม) และ Detect · Respond · Recover (วงจรรับมือ) โดยนำบทเรียนที่ได้กลับมาทบทวนอย่างต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิงNIST SP 800-61r3 Incident Response
6.4.1 กสื่อสาร ทบทวน ปรับปรุงแผน และฝึกซ้อมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับเว็บไซต์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งจะต้อง · Shallฝึกซ้อมปีละ 1 ครั้ง
6.4.1 ขจัดทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication Plan)จะต้อง · Shall
6.4.1 คมีส่วนร่วมในการฝึกซ้อมรับมือภัยคุกคามระดับชาติหรือระดับภาคส่วนจะต้อง · Shall
เช่น ฝึกซ้อมกับ สกมช. หรือหน่วยงานควบคุมกำกับดูแล และตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคลากรที่ระบุไว้ในแผนได้เข้าร่วมจริง
6.5การรักษาและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์Website Recoveryจะต้อง 22 ข้อ
6.5.1จัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP)จะต้อง · Shall
อาจจะพิจารณาให้มีรายละเอียดตามแนวทางการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต (การทำแผน BCP) ของสำนักงาน ก.พ.ร.
เอกสารอ้างอิงก.พ.ร. การทำแผน BCP
6.5.1 กฝึกซ้อม BCP อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามความเหมาะสมกับสภาพของหน่วยงานจะต้อง · Shallฝึกซ้อมปีละ 1 ครั้ง

5

ตัวเลขที่ต้องจำ: ความถี่และค่าตั้งต้น

ตัวเลขทั้งหมดในตารางนี้เป็นข้อมูลที่อ้างอิงโดยตรงจากประกาศหรือภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เป็นกรอบสำหรับปฏิทินการดำเนินงานประจำปีและเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าระบบ

ก. รอบงานประจำ

กรองตามระดับผลกระทบ
แสดง 12 จาก 12 รายการ
กิจกรรมความถี่ขั้นต่ำระดับอ้างอิง
ประเมินตนเองด้วยแบบฟอร์ม ค1 (Self-Assessment)อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งทุกระดับข้อ 4 วรรคสอง / 7.2.1.1
ตรวจสอบทะเบียนทรัพย์สิน และปรับปรุงทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกลางสูงฟอร์ม ค1 ข้อ 7.1
ประเมินความเสี่ยง (หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ)อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกลางสูงข้อ 6.1.1 / ภาคผนวก ข
สแกนช่องโหว่ (Vulnerability Scan)ปีละ 4 ครั้ง
รอบไม่เกิน 90 วัน · แนะนำเดือนละครั้ง
สูงภาคผนวก ข ข้อ 6.1.1
ทดสอบเจาะระบบ (Penetration Test)ควรจะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งสูงฟอร์ม ค1 ข้อ 7.1
ทบทวนกลไกและกระบวนการตรวจจับภัยคุกคามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกลางสูงข้อ 6.3.1
ฝึกซ้อมแผนรับมือภัยคุกคาม (Website Security Exercise)อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกลางสูงข้อ 6.4.1
ฝึกซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกลางสูงข้อ 6.5.1
สำรองข้อมูลโดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งทุกระดับภาคผนวก ข ข้อ 6.2.7
ทดสอบการกู้คืนข้อมูลจริงเป็นระยะ ตามเวลาที่เหมาะสมทุกระดับข้อ 5.6.8 (4)
อัปเดตซอฟต์แวร์ไฟร์วอลล์และกฎการกรองเป็นประจำ (Regular Updates)ทุกระดับข้อ 6.2.8 (6)
ทบทวนและปรับปรุงนโยบายความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์เมื่อความต้องการ ภัยคุกคาม เทคโนโลยี หรือภารกิจเปลี่ยนทุกระดับข้อ 5.2.2

ข. ค่าตั้งค่าระบบที่ระบุตัวเลขไว้

รายการค่าบริบท
ความยาวรหัสผ่านสูงสุดที่ระบบต้องรองรับอย่างน้อย 64 ตัวอักษรนโยบายรหัสผ่าน อ้างอิง NIST SP 800-63B
ห้ามใช้รหัสผ่านซ้ำย้อนหลัง5 ชุดล่าสุดการตั้งรหัสผ่านใหม่
Session Lock เมื่อไม่มีการใช้งาน15 นาที หรือน้อยกว่าการควบคุมการเข้าถึง
ล็อกอินผิดติดต่อกันจนระงับบัญชีชั่วคราว5 ครั้ง → ระงับอย่างน้อย 15 นาทีป้องกัน Brute Force + แจ้งเตือนผู้ดูแล
บัญชีที่ไม่ล็อกอินนานจนควรระงับอัตโนมัติ45 วันการควบคุมการเข้าถึง
ค่า keep-alive ของเครื่องบริการเว็บมากกว่า 0 และต่ำกว่า 10 วินาทีตั้งค่าเครือข่ายกัน DoS
พอร์ตที่เปิดบนไฟร์วอลล์เปิดเฉพาะ 443 (HTTPS)
ข้อ 6.2.8 ให้ปิด 80 · ข้อ 6.2.6 ให้ redirect HTTP→HTTPS
ดูหมายเหตุใต้ตาราง
Uptime ขั้นต่ำของผู้ให้บริการเว็บไม่ต่ำกว่า 99.9%การเลือกบริการเครื่องบริการเว็บ
ระดับผลกระทบที่ต้องประเมิน4 ด้าน × 3 ระดับ (ต่ำ/กลาง/สูง)ตาราง ค1–ค5 ยึดระดับสูงสุด
หมายเหตุ — ประกาศระบุเรื่องพอร์ต 80 ไว้สองที่ที่ขัดกันเอง

ข้อ 6.2.8 (2) การตั้งค่าไฟร์วอลล์ ระบุให้ “เปิดเฉพาะพอร์ต 443 หรือ HTTPS ให้ปิดการใช้งานพอร์ต 80” ขณะที่ ข้อ 6.2.6 (7) การตั้งค่าเครื่องบริการเว็บ ระบุว่า “จะต้องมีการส่งต่อการติดต่อจากโพรโทคอล HTTP ไปยังโพรโทคอล HTTPS” ซึ่งการ redirect ได้จำเป็นต้องเปิดพอร์ต 80 ไว้รับคำขอก่อน

ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติ: สำหรับเว็บไซต์สาธารณะ ควรเปิดพอร์ต 80 ไว้เฉพาะเพื่อตอบ 301 redirect ไป HTTPS แล้วเปิด HSTS (พร้อมพิจารณา preload) เพราะถ้าปิด 80 ทิ้งไปเลย ผู้ใช้ที่พิมพ์ที่อยู่เว็บโดยไม่ใส่ https:// จะเจอหน้า error แทนที่จะถูกพาไปหน้าที่ปลอดภัย และยังเปิดช่องให้ถูกดักกลางทางได้ง่ายกว่าเดิม · การปิดพอร์ต 80 ทั้งหมดเหมาะกับ เว็บไซต์ภายในหรือ API ที่ผู้ใช้ทุกรายเข้าผ่าน https:// อยู่แล้ว เท่านั้น

ทั้งสองแนวทางถือว่าสอดคล้องกับเจตนาของประกาศคือไม่ให้มีการรับส่งข้อมูลแบบไม่เข้ารหัส — สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการเปิดพอร์ต 80 ให้บริการเนื้อหาจริงโดยไม่ redirect · แนะนำให้บันทึกเหตุผลที่เลือกไว้เป็นหลักฐานประกอบข้อ 6.2.8

ค. รูปแบบการสำรองข้อมูล (ตาราง ก2)

ประเภทข้อมูลความถี่ประเภทการสำรอง
ฐานข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงทุก ๆ 24 ชั่วโมงFull Backup ประจำสัปดาห์ + Incremental ทุกวัน
ไฟล์เอกสารสำคัญทุก ๆ 48 ชั่วโมงFull Backup ประจำเดือน + Differential ทุกสัปดาห์
ระบบไฟล์ทั่วไปทุกสัปดาห์Full Backup
ไฟล์สื่อ (วิดีโอ ภาพ)ทุกเดือนFull Backup
เอกสารที่ใช้งานไม่บ่อยทุก 3–6 เดือนFull Backup

6–8

เริ่มประเมินตนเอง

แบบฟอร์ม ค1 และ ค2 ย้ายไปอยู่ในแบบประเมินแยกต่างหาก ทำทีละหน้าจอ ประเมินผลกระทบ 4 ด้านก่อน แล้วระบบจะตัดข้อที่ไม่บังคับใช้กับหน่วยงานของคุณออกให้

  • ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที ส่วนใหญ่เป็นหมวดสั้น ๆ ที่จบได้ในไม่กี่คลิก
  • บันทึกอัตโนมัติในเครื่องของคุณ ปิดแล้วกลับมาทำต่อได้
  • เมื่อทำเสร็จ พิมพ์แบบฟอร์ม ค1 และ ค2 เป็นเอกสารยื่นได้ทันที
  • ข้อมูลที่กรอกอยู่ในเครื่องคุณเท่านั้น — เราไม่เก็บ

9

เอกสารที่ต้องมีอยู่ในมือ

แบบฟอร์ม ค1 · ต้นฉบับ

แบบตรวจรายการเพื่อตรวจสอบสถานะความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์

3 ส่วน — (1) ข้อมูลเว็บไซต์และผู้รับผิดชอบ (2) กำหนดคุณลักษณะและประเมินระดับผลกระทบ ตาราง ค1–ค7 (3) แบบตรวจรายการ 11 หมวด ประเมินเป็น “ดำเนินการแล้ว / อยู่ระหว่างดำเนินการ / ยังไม่ได้ดำเนินการ” และสรุปแต่ละข้อกำหนดเป็น “ดำเนินการแล้ว” หรือ “ยังต้องปรับปรุง” พร้อมช่องหลักฐาน

แบบฟอร์ม ค2 · ต้นฉบับ

แบบรายงานรายการที่ยังต้องปรับปรุง

สำหรับทุกข้อที่ประเมินได้ว่า “ยังต้องปรับปรุง” ระบุ ข้อกำหนดที่ยังต้องปรับปรุง · สาเหตุ · การปรับปรุงแก้ไขในเบื้องต้น · รายการแก้ไข · ผู้รับผิดชอบดำเนินการ · กำหนดวันที่แล้วเสร็จ

หลักฐานประกอบ

เอกสารแนบทุกข้อที่ตอบว่าทำแล้ว

เช่น นโยบายที่ประกาศใช้ ทะเบียนความเสี่ยง (Risk Register) ทะเบียนทรัพย์สิน รายงานผลสแกนช่องโหว่ รายงาน Pentest แผน IR/BCP และบันทึกการฝึกซ้อม — ต้องเก็บไว้ที่หน่วยงานเพื่อให้ สกมช. ตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

มาตรฐานนี้เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ และหน่วยงานไหนต้องปฏิบัติตาม

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 คือหนึ่งปีหลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อ 2 หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงาน CII อยู่ในกลุ่มที่ต้องปฏิบัติตามทั้งฉบับ ส่วนหน่วยงานเอกชนอยู่ในกลุ่มที่ สกมช. ส่งเสริมให้นำไปปรับใช้ แต่ยังต้องประเมินตนเองด้วยแบบ ค1 เช่นกัน

ต้องทำแบบประเมินตนเอง ค1 ค2 บ่อยแค่ไหน

หน่วยงานที่อยู่ในข่ายบังคับต้องกรอกแบบประเมินตนเอง ค1 อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสำหรับข้อกำหนดใดที่ประเมินแล้วยังไม่ผ่าน ต้องจัดทำแบบฟอร์ม ค2 ระบุสาเหตุ แนวทางแก้ไข ผู้รับผิดชอบ และกำหนดวันแล้วเสร็จ ก่อนเสนอผู้บริหารระดับสูงสุดของหน่วยงาน

ผลประเมินต้องส่งให้ สกมช. ทุกกรณีหรือไม่

ขึ้นอยู่กับระดับผลกระทบของเว็บไซต์ ถ้าเว็บไซต์อยู่ในระดับผลกระทบสูง หน่วยงานต้องเสนอผลต่อผู้บริหารระดับสูงสุด เสนอต่อหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล (ถ้ามี) และส่งสำเนาแบบฟอร์ม ค1 และ ค2 ให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) แต่ถ้าอยู่ในระดับต่ำหรือกลาง ให้เก็บรักษาเอกสารไว้ที่หน่วยงานเพื่อรอการตรวจสอบจาก สกมช. เท่านั้น ไม่ต้องส่งเอง

มีใบรับรอง ISO/IEC 27001 อยู่แล้ว ยังต้องทำแบบประเมินนี้อีกไหม

ถ้าใบรับรอง ISO/IEC 27001 มีขอบเขตครอบคลุมเว็บไซต์ที่ประเมิน หน่วยงานอาจพิจารณาดำเนินการเฉพาะส่วนที่ยังไม่ตรงตาม ISO/IEC 27001 ตามความจำเป็นและเหมาะสม แต่ถ้ายังไม่ได้รับรอง หรือขอบเขตการรับรองไม่ครอบคลุมเว็บไซต์ ต้องประเมินตามข้อกำหนดทั้งฉบับตามปกติ

ระดับผลกระทบของเว็บไซต์มีผลต่อจำนวนข้อที่ต้องทำอย่างไร

ระดับผลกระทบมาจากการประเมิน 4 ด้านตามตาราง ค1–ค4 แล้วยึดระดับที่สูงที่สุดเป็นระดับของเว็บไซต์ (ตาราง ค5) เว็บไซต์ระดับต่ำได้รับยกเว้นข้อกำหนดหลายข้อในหมวดการดำเนินการ เช่น การสแกนช่องโหว่และการทดสอบเจาะระบบ ส่วนเว็บไซต์ระดับสูงต้องปฏิบัติตามทุกข้อโดยไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงต้องสแกนช่องโหว่อย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง (ไม่เกินทุก 90 วัน)

ข้อมูลที่กรอกในแบบประเมินออนไลน์นี้ถูกส่งไปที่ สกมช. หรือถูกเก็บไว้ที่ไหน

ไม่ถูกส่งไปที่ไหนทั้งสิ้น คำตอบ ข้อมูลหน่วยงาน และหลักฐานที่กรอกในแบบประเมินตนเอง ค1 ค2 บนหน้านี้ถูกบันทึกไว้ในเบราว์เซอร์ของผู้ใช้เท่านั้น เราเก็บเฉพาะสถิติการใช้งานแบบไม่ระบุตัวตน เช่น จำนวนผู้เริ่มทำและระดับผลกระทบที่เลือก เพื่อนำไปปรับปรุงเครื่องมือ ไม่มีเนื้อหาจากแบบฟอร์มปนอยู่

หน้านี้เป็นการสรุปเพื่อใช้งาน ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย เมื่อจะยื่นผลการประเมินจริงให้ยึดถ้อยคำในประกาศและแบบฟอร์มต้นฉบับเป็นหลัก

logologo

บริษัท อินค็อกนิโตแล็บ จำกัด

38 ซอยเพชรเกษม 30 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160