Post-Quantum Cryptography คืออะไรและทำไมเราต้องเปลี่ยน

What is Quantum Computing?
Quantum Computing เป็นการประมวลผลที่อาศัยหลักการทำงานจากกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ในการประมวลผลและเก็บข้อมูล แทนการใช้งานระดับสัญญาณไฟฟ้าในการประมวลผลแบบดั้งเดิม (Classical Computing)
คอมพิวเตอร์ทั่วไป (Classical Computer) ใช้ระดับแรงดันไฟฟ้าในการแทนที่สถานะได้เพียง 2 สถานะเท่านั้น คือ สูงหรือต่ำ ซึ่งถูกใช้เป็นหน่วยย่อยที่สุดในการเก็บและประมวลผลข้อมูล เรียกว่า “บิต” (Bit) โดยสามารถเก็บข้อมูลสถานะเป็น 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น และสถานะการทำงานของแต่ละบิตเป็นอิสระแยกจากกัน
ในทางตรงข้าม คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) ใช้อนุภาคควอนตัม (Quantum Particles) เช่น อิเล็กตรอนหรือโฟตอน เป็นพื้นฐานในการคำนวณ ซึ่งอนุภาคเหล่านี้ทำงานตามกฎของกลศาสตร์ควอนตัม โดยนำหลักการซ้อนทับเชิงสถานะของควอนตัม (Quantum Superposition) และการพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum Entanglement) มาพัฒนาเป็นหน่วยพื้นฐานในการเก็บและประมวลผลข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ควอนตัมบิต” (Quantum Bit) หรือ “คิวบิต” (Qubit)
คิวบิตแตกต่างจากบิตทั่วไปตรงที่สามารถมีสถานะเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน ผ่านหลักการซ้อนทับเชิงสถานะของควอนตัม ซึ่งทำให้คิวบิตเพียงตัวเดียวสามารถแทนหลายค่าได้พร้อมกัน และคิวบิตแต่ละตัวยังสามารถเชื่อมโยงสถานะระหว่างกันได้ผ่านการพัวพันเชิงควอนตัม โดยเมื่อมีคิวบิตหลายตัวทำงานร่วมกัน ส่งผลให้มีความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาก

Classical bit vs Quantume qubit / Source: https://www.krungsri.com/th/research/research intelligence/quantum computing 2025
การมาของคอมพิวเตอร์ควอนตัมทำให้สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน เช่น เภสัชกรรมใช้สำหรับจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนายาใหม่, เคมีใช้สำหรับพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาและลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงช่วยในการพัฒนาด้าน Machine Learning ที่อัลกอริทึมควอนตัมอาจมองชุดข้อมูลในมุมมองใหม่ อย่างไรก็ตามพลังการประมวลผลเดียวกันนี้ก็สามารถเป็นดาบสองคมได้ เพราะมันสามารถถอดรหัสการเข้ารหัส (Cryptography) ที่ปกป้องข้อมูลสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลธนาคาร การสื่อสารของรัฐบาล หรือความเป็นส่วนตัวของผู้คน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

Google’s Willow quantum processor / Source: https://blog.google/company news/inside google/around the globe/google europe/united kingdom/national quantum computing centre collaboration/
How Do Quantum Algorithms Break Encryption?
คอมพิวเตอร์ควอนตัมถือเป็นภัยคุกคามต่อการเข้ารหัส เนื่องจากมีอัลกอริทึมควอนตัมที่สามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เฉพาะทางได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมากแบบทวีคูณ (Exponentially Faster) โดยเฉพาะความสามารถในการแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ (Factoring Large Numbers) และการคำนวณลอการิทึมแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Logarithms) ซึ่งปัญหาทางคณิตศาสตร์ทั้งสองตัวนี้เป็นรากฐานสำคัญของการเข้ารหัสที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
Shor’s Algorithm
Shor’s Algorithm เป็นอัลกอริทึมควอนตัมที่ถูกคิดค้นโดยนักคณิตศาสตร์ชื่อ Peter Shor ในปี 1994 ซึ่งมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สองประเภทได้เร็วกว่าอัลกอริทึมที่ใช้งานกันบนคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล ได้แก่ การแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ และการคำนวณลอการิทึมแบบไม่ต่อเนื่อง
ด้วยความสามารถนี้ หากมีการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมในสเกลที่ใหญ่เพียงพอ ก็จะสามารถถอดรหัสการเข้ารหัส RSA ได้ โดยการเข้ารหัสแบบ RSA อาศัยความยากของปัญหาในการแยกตัวประกอบของผลคูณจากจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่สองตัว ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กุญแจขนาด 2048 บิต ในทางปฏิบัติแล้วคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันไม่มีทางจะถอดรหัสได้เลย แต่การมาของ Shor’s Algorithm จะเปลี่ยนปัญหาที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัตินี้ ให้กลายเป็นปัญหาที่สามารถจัดการได้
ที่สำคัญคือความสามารถในการแก้ Discrete Logarithm ทำให้ Shor’s Algorithm ไม่ได้คุกคามเพียงแค่ RSA เท่านั้น แต่ยังทำลายการเข้ารหัสที่อาศัยปัญหา Discrete Logarithm เป็นรากฐานได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Elliptic Curve Cryptography (ECC) และ Diffie-Hellman Key Exchange ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไม Public Key Cryptography แทบทั้งหมดที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันจึงตกอยู่ในความเสี่ยงเดียวกัน

Quantum subroutine in Shor’s algorithm / Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Shor%27s algorithm
Grover’s Algorithm
Grover’s Algorithm เป็นอัลกอริทึมควอนตัมที่ถูกคิดค้นโดย Lov Grover ในปี 1996 ซึ่งมีความสามารถในการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลที่ไม่ได้เรียงลำดับ (Unsorted Databases) ได้เร็วขึ้นแบบกำลังสอง (Quadratic Speedup) ทำให้สามารถนำมาใช้โจมตีแบบสุ่มเดารหัส (Brute-force Attacks) กับการเข้ารหัสแบบสมมาตร (Symmetric Encryption) เช่น AES (Advanced Encryption Standard) ได้
อย่างไรก็ตามผลกระทบของ Grover’s Algorithm นั้นน้อยกว่า Shor’s Algorithm มาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มความเร็วในระดับกำลังสองเท่านั้น ในเชิงทฤษฎี หากปัจจุบันมีการใช้งาน AES-128 (กุญแจขนาด 128 บิต) Grover’s Algorithm จะลดความปลอดภัยลงเหลือเทียบเท่ากุญแจขนาด 64 บิต (จาก 2¹²⁸ เหลือ ~2⁶⁴ รอบการค้นหา) แต่ตัวเลข 64 บิตนี้เป็นเพียงค่าทางทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ Grover’s Algorithm ต้องทำงานแบบเรียงลำดับต่อเนื่อง (Sequential) และพร้อมกันได้ไม่ดี ทำให้การแบ่งงานไปหลายเครื่องกลับทำให้ต้นทุนโดนรวมยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการถอด AES-128 จริง ๆ สูงถึงราว 2¹⁰⁴·⁵ ด้วยเหตุนี้ NIST และ BSI จึงยังถือว่า AES-128 ปลอดภัยเพียงพอต่อภัยควอนตัม

Quantum circuit representation of Grover’s algorithm / Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Grover%27s algorithm

The Impact of Quantum Computing on Current Cryptographic Systems
จะเห็นได้ว่าแต่ละการเข้ารหัสแต่ละประเภทจะมีความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับว่าการเข้ารหัสประเภทนั้น ๆใช้ “ปัญหาทางคณิตศาสตร์” แบบใดเป็นรากฐานความปลอดภัย
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Public Key Cryptography (PKC) เพราะถูกทำลายได้ด้วย Shor’s Algorithm ที่แก้ปัญหาการแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ และการคำนวณลอการิทึมแบบไม่ต่อเนื่องได้ใน Polynomial Time
- RSA Encryption มีการใช้งานแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นใน Email, VPN หรือ HTTPS
- Elliptic Curve Cryptography (ECC) มีการใช้งานทั้งใน Blockchain และ Modern TLS ซึ่งสามารถถูกถอดได้ง่ายกว่า RSA
- Diffie-Hellman ใช้สำหรับแชร์ Secret สามารถถูกโจมตีในรูปแบบ Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) ที่จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือ Symmetric Encryption และ Hash Functions เพราะได้รับผลกระทบจาก Grover’s Algorithm ที่ทำให้สามารถถูกโจมตีได้เร็วขึ้นแบบกำลังสอง
- AES-128 ในทางปฏิบัติยังถือว่าปลอดภัยเพียงพอและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน แต่หากต้องการเพิ่มความปลอดภัยสามารถขยับไปใช้ AES-256
- SHA-256 และ Hash Functions อื่น ๆ ยังถือว่าปลอดภัยพอสมควร แต่หากต้องการเพิ่มความปลอดภัยควรใช้ SHA-384/SHA-512
ซึ่งจะเห็นได้ว่าความเสียหายส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ Public Key Cryptography เพราะมันคือระบบที่อยู่เบื้องหลังความปลอดภัยของแทบทุกอย่างที่เราใช้กันทุกวัน
What Is “Harvest Now, Decrypt Later”?
Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) เป็นหนึ่งในรูปแบบการโจมตีที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบันจากการมาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นรูปแบบการโจมตีที่ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการดักจับการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย (Network Traffic) หรือขโมยข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในปัจจุบันมาเก็บสะสมไว้ก่อน เพื่อรอวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังประมวลผลมากเพียงพอที่จะสามารถถอดรหัสข้อมูลเหล่านั้นได้ในอนาคต
ความสำคัญของภัยคุกคามนี้อยู่ที่ความไม่สอดคล้องกันระหว่างอายุของข้อมูลความลับกับอายุของการเข้ารหัสที่ใช้ป้องกัน กล่าวคือ ปัจจุบันข้อมูลสำคัญจำนวนมากถูกเข้ารหัสด้วย RSA หรือ ECC ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญและต้องเก็บรักษาความลับต่อไปอีกหลายปีหรือหลายสิบปี เช่น ข้อมูลสุขภาพ ความลับของรัฐบาล หรือความลับทางการค้าของบริษัท ดังนั้นแม้วันนี้จะยังถอดรหัสไม่ได้ แต่หากการเข้ารหัสที่ใช้ป้องกันถูกเจาะได้ในวันข้างหน้า ข้อมูลที่ถูกเก็บสะสมไว้ก็จะถูกเปิดเผยทันที
ช่องทางในการเก็บข้อมูลเข้ารหัสมีหลายรูปแบบ เช่น การดักจับการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย, การเจาะเครื่องเป้าหมาย, การโจมตี Server, การเข้าถึง Cloud Storage หรือแม้กระทั่งการดักข้อมูลในระดับ Data Center ซึ่งการโจมตีระดับนี้มักเป็นฝีมือของกลุ่มที่มีทรัพยากรสูงอย่าง Nation-state
สำหรับองค์กรที่มีความเสี่ยงสูงคือองค์กรที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลความลับเป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น
- หน่วยงานราชการ (Government Agency) - เก็บข้อมูลความมั่นคงของประเทศ ความลับของรัฐ การเจรจาทางการทูต และข่าวกรอง หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรงและส่งผลยาวนาน
- การแพทย์ (Medical) เก็บข้อมูลสุขภาพและพันธุกรรม หากข้อมูลรั่วไหลจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอย่างร้ายแรงเพราะข้อมูลเหล่านี้แก้ไขไม่ได้และต้องปกปิดไปตลอดชีวิต
- สถาบันการเงิน (Financial Institution) มีการเก็บบันทึกธุรกรรม ข้อมูลลูกค้า สัญญา และข้อมูลการชำระเงิน หากข้อมูลรั่วไหลอาจเปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว ดีลควบรวมกิจการ หรืออัลกอริทึมการซื้อขาย จนสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน
- บริษัทกฎหมาย (Legal Firms) - เก็บข้อมูลการพูดคุยระหว่างทนายความกับลูกความ หากรั่วไหลจะละเมิดความลับระหว่างทนายกับลูกความ และอาจกระทบรูปคดี
- ผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud and Service Providers) — เก็บข้อมูลลูกค้าจากหลายภาคส่วน หากรั่วไหลจะกระทบลูกค้าจำนวนมากพร้อมกัน เพราะเป็นจุดที่รวบรวมข้อมูลละเอียดอ่อนไว้มาก
- โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure) เก็บข้อมูลการดำเนินงาน และข้อมูลการออกแบบระบบ หากรั่วไหลอาจกระทบความมั่นคงและการดำเนินงาน

Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) / Source: https://www.paloaltonetworks.com/cyberpedia/harvest now decrypt later hndl
Harvest Now, Decrypt Later จะมีความเกี่ยวข้องกับ “Q-Day” ซึ่งเป็นวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังมากพอที่จะถอดรหัสการเข้ารหัสที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันได้สำเร็จ ปัจจุบันยังไม่มีใครรู้วันที่แน่นอนของ Q-Day แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าอยู่ที่ราว 10–30 ปี โดยกรอบเวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เนื่องจากขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ควอนตัม (Quantum Hardware), การแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction), ความสามารถในการขยายขนาด (Scalability) และอัลกอริทึม (Algorithm) ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ตามเป้าหมายในการรับมือไม่ใช่การทำนายวัน Q-Day ให้แม่นยำ แต่คือการลดปริมาณข้อมูลที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเก็บเกี่ยวไปได้ก่อนวันที่ Q-Day จะมาถึง
How Can We Defend Against It?
เมื่อการเข้ารหัสในปัจจุบันแข็งแกร่งไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม จึงเป็นที่มาของ Post-Quantum Cryptography (PQC) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมการเข้ารหัสที่ออกแบบมาให้สามารถทำงานได้บนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่สามารถป้องกันการโจมตีจากทั้งคอมพิวเตอร์ทั่วไปและคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยอาศัยปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เชื่อว่าต่อให้เป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมก็แก้ได้ยาก
ซึ่งแตกต่างจาก Quantum Cryptography ที่เป็นการใช้งานหลักการเชิงฟิสิกส์ควอนตัมตรง ๆ
ในช่วงปี 2016 สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIST) ได้จัดแข่งขันเพื่อคัดเลือก Post-Quantum Cryptographic Algorithms ที่จะมาเป็นมาตรฐานความปลอดภัยในอนาคต จากผู้สมัครเริ่มต้น 82 รายจาก 25 ประเทศ ผ่านการคัดเลือกจนในปี 2024 ได้ประกาศมาตรฐานชุดแรกออกมา 3 ตัว ได้แก่ ML-KEM (CRYSTALS-Kyber), ML-DSA (CRYSTALS-Dilithium) และ SLH-DSA (SPHINCS+) ต่อมาในปี 2025 ได้เลือก HQC เพิ่ม และล่าสุดได้เลือก FN-DSA (FALCON) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างร่างมาตรฐานเพื่อประกาศต่อไป
หากแบ่งตามปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เป็นรากฐาน จะแยกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1: Lattice-based Cryptography เป็นกลุ่มที่อาศัยความยากในการหา Vector ที่สั้นที่สุดใน High-Dimensional Lattice ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีอัลกอริทึมควอนตัมที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น
- Module-Lattice-Based Key-Encapsulation Mechanism (ML-KEM) — FIPS 203, ชื่อเดิมคือ CRYSTALS-Kyber ใช้สำหรับ Key Establishment คือการแชร์ Secret Key ซึ่งมาทำหน้าที่แทน Diffie-Hellman และ RSA Key Exchange
- Module-Lattice-Based Digital Signature Algorithm (ML-DSA) — FIPS 204, ชื่อเดิมคือ CRYSTALS-Dilithium ใช้สำหรับ Digital Signature เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งมาทำหน้าที่แทน RSA และ ECDSA Signature
- Fast-Fourier Transform over NTRU-Lattice-Based Digital Signature Algorithm (FN-DSA) — FIPS 206, ชื่อเดิมคือ FALCON ใช้สำหรับ Digital Signature เช่นกัน เหมาะใช้กับงานที่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่ ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างร่างมาตรฐาน ยังไม่ได้มีการประกาศเป็นมาตรฐานสมบูรณ์เหมือน 3 ตัวข้างต้น
กลุ่มที่ 2: Hash-based Cryptography เป็นกลุ่มที่อาศัยความแข็งแรงของ Hash Function แม้ Grover’s Algorithm จะสามารถเพิ่มความเร็วในการหา Collision ได้ แต่การใช้ Hash ที่ยาวมากขึ้นก็เพียงพอต่อการป้องกัน ตัวอย่างเช่น
- Stateless Hash-Based Digital Signature Algorithm (SLH-DSA) — FIPS 205, ชื่อเดิมคือ SPHINCS+ เป็นทางเลือกสำหรับ Digital Signature ซึ่งใช้ Hash-based แทน Lattice-based เผื่อกรณีที่ Lattice-based ถูกค้นพบช่องโหว่ในอนาคต
กลุ่มที่ 3: Code-based Cryptography เป็นกลุ่มที่อาศัยความยากในการถอดรหัส Random Linear Code ซึ่งสามารถป้องกันการโจมตีจากทั้งคอมพิวเตอร์ทั่วไปและคอมพิวเตอร์ควอนตัม ตัวอย่างเช่น
- Hamming Quasi-Cyclic (HQC) — ตัวสำรองที่ NIST เพิ่มมาในปี 2025 ใช้สำหรับ Key Establishment เช่นเดียวกับ ML-KEM ซึ่งใช้ Code-based แทน Lattice-based เผื่อกรณีที่ Lattice-based ถูกค้นพบช่องโหว่ในอนาคต
ตัวอย่างการนำ Post-Quantum Cryptography มาใช้งานจริงที่เริ่มเห็นแล้ว คือใน Transport Layer Security (TLS) ผ่านการทำ Hybrid Handshake ซึ่งเป็นการใช้ Key Exchange ทั้งแบบเดิมและแบบ Post-Quantum Cryptography ควบคู่กัน ตัวอย่างที่นิยมที่สุดคือ X25519MLKEM768 ที่ผสานระหว่าง X25519 (Classical Algorithm) กับ ML-KEM-768 (Post-Quantum Cryptographic Algorithm) เข้าด้วยกัน
หลักการของ Hybrid คือ “กุญแจสองชั้น” — ผู้โจมตีต้องถอดให้ได้ทั้งสองตัวถึงจะถอดรหัสได้ หากวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถถอด X25519 ได้ ก็ยังมี ML-KEM-768 ป้องกันอยู่ ในทางกลับกัน หาก ML-KEM-768 ถูกพบช่องโหว่ในภายหลัง X25519 ก็ยังสามารถป้องกันได้อยู่

TLS 1.3 with X25519MLKEM768 / Source: Qualys SSL Labs
The Clock Is Already Ticking
ถ้าพูดถึงภัยคุกคามต่อการเข้ารหัสของโลกที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ชื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Shor’s Algorithm — แต่ตัว Peter Shor เองกลับเป็นคนที่เคยบอกเอาไว้ว่า เรายังอยู่ห่างไกลจากวันที่ Algorithm นั้นจะกลายเป็นภัยจริง ๆ ซึ่ง Steve Brierley ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Riverlane บริษัทที่พัฒนา Operating System สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัม เคยให้ข้อมูลเปรียบเทียบเอาไว้ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ดีที่สุดในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่จีนหรือ Google ทำได้แค่ประมาณ 100 Operations ก่อนระบบจะล้มเหลว ในขณะที่ Shor’s Algorithm นั้นต้องการมากถึงล้านล้าน Operations โดยไม่มีข้อผิดพลาด — ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ “ห่างกันหลายก้าว” แต่เรียกว่าห่างกันคนละมิติเลย และการจะปิดช่องว่างนั้นได้ต้องอาศัยทั้ง Conceptual Breakthrough หลายรอบและ Engineering ในระดับที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ Scale คอมพิวเตอร์ควอนตัมขึ้นไปถึง 1 ล้าน Qubits ซึ่ง Peter Shor เคยประเมินเอาไว้ว่าต้องใช้เวลาอีก 20–40 ปี หรือในกรณีที่แย่ที่สุดถ้าโจทย์ทาง Physics ยากเกินไปจริง ๆ ก็อาจ “ไม่มีวันสำเร็จ” เลยก็เป็นได้

Number of qubits in the largest IBM quantum processor, by year (log scale) / Source: https://ig.ft.com/quantum computing/
ฟังแล้วดูเหมือนว่าเราจะปลอดภัย — แต่นั่นแหละคือกับดัก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ใช้กรอบเวลาเดียวกับ Peter Shor สำหรับ Julie Love หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ควอนตัมของ Microsoft กล่าวตรงกันข้ามเกือบทั้งหมดว่าการพัฒนาในระดับที่เราพูดกันอยู่เป็น “หน่วยปี ไม่ใช่หน่วยทศวรรษ” นักวิจัยทั่วโลกกำลังงัดเทคนิคสารพัดเพื่อเอาชนะข้อจำกัดที่มีอยู่และเส้นชัยที่เราคิดว่าอยู่ไกลอาจกำลังวิ่งเข้าหาเราเร็วกว่าที่เราคาด
ปัญหาจริง ๆ จึงไม่ใช่แค่ว่า Q-day จะมาเมื่อไหร่ แต่คือกว่าที่ธนาคาร รัฐบาล หรือโครงสร้างอินเทอร์เน็ตทั้งระบบจะเปลี่ยนไปใช้งานการเข้ารหัสรูปแบบใหม่ได้นั้น ต้องอาศัยระยะเวลา “หลายปี” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจึงเตือนว่าทุกองค์กรที่มีข้อมูล Sensitive ควรเริ่มเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ — ก่อนที่จะรู้ตัวว่าสายเกินไปแล้ว
Resource & Links
- https://thequantuminsider.com/2026/04/06/how-quantum-computing-affects-cryptography/
- https://thequantuminsider.com/2026/04/14/quantum-vs-classical-computing-guide/
- https://thequantuminsider.com/2026/04/21/cryptologist-finds-aes-128-likely-safe-from-quantum-attack/
- https://blog.st.com/pqc-post-quantum-cryptography/
- https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/quantum-computing-2025
- https://www.cloudflare.com/learning/ssl/quantum/what-is-quantum-computing/
- https://www.ibm.com/think/topics/quantum-computing
- https://pqshield.com/the-new-nist-post-quantum-cryptography-standards/
- https://www.paloaltonetworks.com/cyberpedia/harvest-now-decrypt-later-hndl
- https://medium.com/microsoft-student-partners-kmitl/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A1-quantum-computer-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-254a1ec4d70b
- https://www.nist.gov/news-events/news/2024/08/nist-releases-first-3-finalized-post-quantum-encryption-standards
- https://csrc.nist.gov/pubs/fips/203/final
- https://csrc.nist.gov/pubs/fips/204/final
- https://csrc.nist.gov/pubs/fips/205/final
- https://www.ietf.org/archive/id/draft-turner-lamps-cms-fn-dsa-00.html
- https://ig.ft.com/quantum-computing/
OUR SERVICES
Get the help you need
Interested in our services or want to know more? Book a call through the website anytime — our team is happy to advise and answer all your questions.
Up Next

ARTICLES
May
19
2025
เบื้องหลังความง่ายของ Let's Encrypt และอนาคตของโลกที่ใบรับรองจะมีอายุแค่ "47 วัน"
เบื้องหลัง "ความง่าย" นี้ คือโปรโตคอลที่เปลี่ยนวงการ Digital Certificate ไปตลอดกาล
READ MORE

ARTICLES
Mar
01
2021
007 Skyfall : the untold story
สวัสดีปีใหม่ สำหรับในปี 2012 ที่ผ่านมาทางทีมงาน Incognito Lab ของเรา ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่คอยติดตามเรา และ ส่งเมล์เข้ามาให้กำลังใจทีมงานอย่างมากครับ
READ MORE

ARTICLES
Mar
01
2021
HTTPS Insecurity Part 1
เรื่องน่าเบื่อที่ผู้ใช้งาน Internet คงได้ยินกันบ่อย ๆ คือ การเข้า Web ให้ปลอดภัยนั้นจะต้องดูว่าเป็น HTTPS หรือไม่
READ MORE

