Post-Quantum Cryptography คืออะไรและทำไมเราต้องเปลี่ยน

content-image

What is Quantum Computing?

Quantum Computing เป็นการประมวลผลที่อาศัยหลักการทำงานจากกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ในการประมวลผลและเก็บข้อมูล แทนการใช้งานระดับสัญญาณไฟฟ้าในการประมวลผลแบบดั้งเดิม (Classical Computing)

คอมพิวเตอร์ทั่วไป (Classical Computer) ใช้ระดับแรงดันไฟฟ้าในการแทนที่สถานะได้เพียง 2 สถานะเท่านั้น คือ สูงหรือต่ำ ซึ่งถูกใช้เป็นหน่วยย่อยที่สุดในการเก็บและประมวลผลข้อมูล เรียกว่า “บิต” (Bit) โดยสามารถเก็บข้อมูลสถานะเป็น 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น และสถานะการทำงานของแต่ละบิตเป็นอิสระแยกจากกัน

ในทางตรงข้าม คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) ใช้อนุภาคควอนตัม (Quantum Particles) เช่น อิเล็กตรอนหรือโฟตอน เป็นพื้นฐานในการคำนวณ ซึ่งอนุภาคเหล่านี้ทำงานตามกฎของกลศาสตร์ควอนตัม โดยนำหลักการซ้อนทับเชิงสถานะของควอนตัม (Quantum Superposition) และการพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum Entanglement) มาพัฒนาเป็นหน่วยพื้นฐานในการเก็บและประมวลผลข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ควอนตัมบิต” (Quantum Bit) หรือ “คิวบิต” (Qubit)

คิวบิตแตกต่างจากบิตทั่วไปตรงที่สามารถมีสถานะเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน ผ่านหลักการซ้อนทับเชิงสถานะของควอนตัม ซึ่งทำให้คิวบิตเพียงตัวเดียวสามารถแทนหลายค่าได้พร้อมกัน และคิวบิตแต่ละตัวยังสามารถเชื่อมโยงสถานะระหว่างกันได้ผ่านการพัวพันเชิงควอนตัม โดยเมื่อมีคิวบิตหลายตัวทำงานร่วมกัน ส่งผลให้มีความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาก

Classical bit vs Quantume qubit / Source: https://www.krungsri.com/th/research/research intelligence/quantum computing 2025

Classical bit vs Quantume qubit / Source: https://www.krungsri.com/th/research/research intelligence/quantum computing 2025

การมาของคอมพิวเตอร์ควอนตัมทำให้สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน เช่น เภสัชกรรมใช้สำหรับจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนายาใหม่, เคมีใช้สำหรับพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาและลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงช่วยในการพัฒนาด้าน Machine Learning ที่อัลกอริทึมควอนตัมอาจมองชุดข้อมูลในมุมมองใหม่ อย่างไรก็ตามพลังการประมวลผลเดียวกันนี้ก็สามารถเป็นดาบสองคมได้ เพราะมันสามารถถอดรหัสการเข้ารหัส (Cryptography) ที่ปกป้องข้อมูลสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลธนาคาร การสื่อสารของรัฐบาล หรือความเป็นส่วนตัวของผู้คน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

Google’s Willow quantum processor / Source: https://blog.google/company news/inside google/around the globe/google europe/united kingdom/national quantum computing centre collaboration/

Google’s Willow quantum processor / Source: https://blog.google/company news/inside google/around the globe/google europe/united kingdom/national quantum computing centre collaboration/

How Do Quantum Algorithms Break Encryption?

คอมพิวเตอร์ควอนตัมถือเป็นภัยคุกคามต่อการเข้ารหัส เนื่องจากมีอัลกอริทึมควอนตัมที่สามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เฉพาะทางได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมากแบบทวีคูณ (Exponentially Faster) โดยเฉพาะความสามารถในการแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ (Factoring Large Numbers) และการคำนวณลอการิทึมแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Logarithms) ซึ่งปัญหาทางคณิตศาสตร์ทั้งสองตัวนี้เป็นรากฐานสำคัญของการเข้ารหัสที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

Shor’s Algorithm

Shor’s Algorithm เป็นอัลกอริทึมควอนตัมที่ถูกคิดค้นโดยนักคณิตศาสตร์ชื่อ Peter Shor ในปี 1994 ซึ่งมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สองประเภทได้เร็วกว่าอัลกอริทึมที่ใช้งานกันบนคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล ได้แก่ การแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ และการคำนวณลอการิทึมแบบไม่ต่อเนื่อง

ด้วยความสามารถนี้ หากมีการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมในสเกลที่ใหญ่เพียงพอ ก็จะสามารถถอดรหัสการเข้ารหัส RSA ได้ โดยการเข้ารหัสแบบ RSA อาศัยความยากของปัญหาในการแยกตัวประกอบของผลคูณจากจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่สองตัว ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กุญแจขนาด 2048 บิต ในทางปฏิบัติแล้วคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันไม่มีทางจะถอดรหัสได้เลย แต่การมาของ Shor’s Algorithm จะเปลี่ยนปัญหาที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัตินี้ ให้กลายเป็นปัญหาที่สามารถจัดการได้

ที่สำคัญคือความสามารถในการแก้ Discrete Logarithm ทำให้ Shor’s Algorithm ไม่ได้คุกคามเพียงแค่ RSA เท่านั้น แต่ยังทำลายการเข้ารหัสที่อาศัยปัญหา Discrete Logarithm เป็นรากฐานได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Elliptic Curve Cryptography (ECC) และ Diffie-Hellman Key Exchange ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไม Public Key Cryptography แทบทั้งหมดที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันจึงตกอยู่ในความเสี่ยงเดียวกัน

Quantum subroutine in Shor’s algorithm / Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Shor%27s algorithm

Quantum subroutine in Shor’s algorithm / Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Shor%27s algorithm

Grover’s Algorithm

Grover’s Algorithm เป็นอัลกอริทึมควอนตัมที่ถูกคิดค้นโดย Lov Grover ในปี 1996 ซึ่งมีความสามารถในการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลที่ไม่ได้เรียงลำดับ (Unsorted Databases) ได้เร็วขึ้นแบบกำลังสอง (Quadratic Speedup) ทำให้สามารถนำมาใช้โจมตีแบบสุ่มเดารหัส (Brute-force Attacks) กับการเข้ารหัสแบบสมมาตร (Symmetric Encryption) เช่น AES (Advanced Encryption Standard) ได้

อย่างไรก็ตามผลกระทบของ Grover’s Algorithm นั้นน้อยกว่า Shor’s Algorithm มาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มความเร็วในระดับกำลังสองเท่านั้น ในเชิงทฤษฎี หากปัจจุบันมีการใช้งาน AES-128 (กุญแจขนาด 128 บิต) Grover’s Algorithm จะลดความปลอดภัยลงเหลือเทียบเท่ากุญแจขนาด 64 บิต (จาก 2¹²⁸ เหลือ ~2⁶⁴ รอบการค้นหา) แต่ตัวเลข 64 บิตนี้เป็นเพียงค่าทางทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ Grover’s Algorithm ต้องทำงานแบบเรียงลำดับต่อเนื่อง (Sequential) และพร้อมกันได้ไม่ดี ทำให้การแบ่งงานไปหลายเครื่องกลับทำให้ต้นทุนโดนรวมยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการถอด AES-128 จริง ๆ สูงถึงราว 2¹⁰⁴·⁵ ด้วยเหตุนี้ NIST และ BSI จึงยังถือว่า AES-128 ปลอดภัยเพียงพอต่อภัยควอนตัม

Quantum circuit representation of Grover’s algorithm / Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Grover%27s algorithm

Quantum circuit representation of Grover’s algorithm / Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Grover%27s algorithm

The Impact of Quantum Computing on Current Cryptographic Systems

The Impact of Quantum Computing on Current Cryptographic Systems

จะเห็นได้ว่าแต่ละการเข้ารหัสแต่ละประเภทจะมีความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับว่าการเข้ารหัสประเภทนั้น ๆใช้ “ปัญหาทางคณิตศาสตร์” แบบใดเป็นรากฐานความปลอดภัย

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Public Key Cryptography (PKC) เพราะถูกทำลายได้ด้วย Shor’s Algorithm ที่แก้ปัญหาการแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ และการคำนวณลอการิทึมแบบไม่ต่อเนื่องได้ใน Polynomial Time

  • RSA Encryption มีการใช้งานแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นใน Email, VPN หรือ HTTPS
  • Elliptic Curve Cryptography (ECC) มีการใช้งานทั้งใน Blockchain และ Modern TLS ซึ่งสามารถถูกถอดได้ง่ายกว่า RSA
  • Diffie-Hellman ใช้สำหรับแชร์ Secret สามารถถูกโจมตีในรูปแบบ Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) ที่จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือ Symmetric Encryption และ Hash Functions เพราะได้รับผลกระทบจาก Grover’s Algorithm ที่ทำให้สามารถถูกโจมตีได้เร็วขึ้นแบบกำลังสอง

  • AES-128 ในทางปฏิบัติยังถือว่าปลอดภัยเพียงพอและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน แต่หากต้องการเพิ่มความปลอดภัยสามารถขยับไปใช้ AES-256
  • SHA-256 และ Hash Functions อื่น ๆ ยังถือว่าปลอดภัยพอสมควร แต่หากต้องการเพิ่มความปลอดภัยควรใช้ SHA-384/SHA-512

ซึ่งจะเห็นได้ว่าความเสียหายส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ Public Key Cryptography เพราะมันคือระบบที่อยู่เบื้องหลังความปลอดภัยของแทบทุกอย่างที่เราใช้กันทุกวัน

What Is “Harvest Now, Decrypt Later”?

Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) เป็นหนึ่งในรูปแบบการโจมตีที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบันจากการมาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นรูปแบบการโจมตีที่ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการดักจับการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย (Network Traffic) หรือขโมยข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในปัจจุบันมาเก็บสะสมไว้ก่อน เพื่อรอวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังประมวลผลมากเพียงพอที่จะสามารถถอดรหัสข้อมูลเหล่านั้นได้ในอนาคต

ความสำคัญของภัยคุกคามนี้อยู่ที่ความไม่สอดคล้องกันระหว่างอายุของข้อมูลความลับกับอายุของการเข้ารหัสที่ใช้ป้องกัน กล่าวคือ ปัจจุบันข้อมูลสำคัญจำนวนมากถูกเข้ารหัสด้วย RSA หรือ ECC ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญและต้องเก็บรักษาความลับต่อไปอีกหลายปีหรือหลายสิบปี เช่น ข้อมูลสุขภาพ ความลับของรัฐบาล หรือความลับทางการค้าของบริษัท ดังนั้นแม้วันนี้จะยังถอดรหัสไม่ได้ แต่หากการเข้ารหัสที่ใช้ป้องกันถูกเจาะได้ในวันข้างหน้า ข้อมูลที่ถูกเก็บสะสมไว้ก็จะถูกเปิดเผยทันที

ช่องทางในการเก็บข้อมูลเข้ารหัสมีหลายรูปแบบ เช่น การดักจับการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย, การเจาะเครื่องเป้าหมาย, การโจมตี Server, การเข้าถึง Cloud Storage หรือแม้กระทั่งการดักข้อมูลในระดับ Data Center ซึ่งการโจมตีระดับนี้มักเป็นฝีมือของกลุ่มที่มีทรัพยากรสูงอย่าง Nation-state

สำหรับองค์กรที่มีความเสี่ยงสูงคือองค์กรที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลความลับเป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น

  • หน่วยงานราชการ (Government Agency) - เก็บข้อมูลความมั่นคงของประเทศ ความลับของรัฐ การเจรจาทางการทูต และข่าวกรอง หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรงและส่งผลยาวนาน
  • การแพทย์ (Medical) เก็บข้อมูลสุขภาพและพันธุกรรม หากข้อมูลรั่วไหลจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอย่างร้ายแรงเพราะข้อมูลเหล่านี้แก้ไขไม่ได้และต้องปกปิดไปตลอดชีวิต
  • สถาบันการเงิน (Financial Institution) มีการเก็บบันทึกธุรกรรม ข้อมูลลูกค้า สัญญา และข้อมูลการชำระเงิน หากข้อมูลรั่วไหลอาจเปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว ดีลควบรวมกิจการ หรืออัลกอริทึมการซื้อขาย จนสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน
  • บริษัทกฎหมาย (Legal Firms) - เก็บข้อมูลการพูดคุยระหว่างทนายความกับลูกความ หากรั่วไหลจะละเมิดความลับระหว่างทนายกับลูกความ และอาจกระทบรูปคดี
  • ผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud and Service Providers) — เก็บข้อมูลลูกค้าจากหลายภาคส่วน หากรั่วไหลจะกระทบลูกค้าจำนวนมากพร้อมกัน เพราะเป็นจุดที่รวบรวมข้อมูลละเอียดอ่อนไว้มาก
  • โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure) เก็บข้อมูลการดำเนินงาน และข้อมูลการออกแบบระบบ หากรั่วไหลอาจกระทบความมั่นคงและการดำเนินงาน

Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) / Source: https://www.paloaltonetworks.com/cyberpedia/harvest now decrypt later hndl

Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) / Source: https://www.paloaltonetworks.com/cyberpedia/harvest now decrypt later hndl

Harvest Now, Decrypt Later จะมีความเกี่ยวข้องกับ “Q-Day” ซึ่งเป็นวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังมากพอที่จะถอดรหัสการเข้ารหัสที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันได้สำเร็จ ปัจจุบันยังไม่มีใครรู้วันที่แน่นอนของ Q-Day แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าอยู่ที่ราว 10–30 ปี โดยกรอบเวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เนื่องจากขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ควอนตัม (Quantum Hardware), การแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction), ความสามารถในการขยายขนาด (Scalability) และอัลกอริทึม (Algorithm) ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตามเป้าหมายในการรับมือไม่ใช่การทำนายวัน Q-Day ให้แม่นยำ แต่คือการลดปริมาณข้อมูลที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเก็บเกี่ยวไปได้ก่อนวันที่ Q-Day จะมาถึง

How Can We Defend Against It?

เมื่อการเข้ารหัสในปัจจุบันแข็งแกร่งไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม จึงเป็นที่มาของ Post-Quantum Cryptography (PQC) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมการเข้ารหัสที่ออกแบบมาให้สามารถทำงานได้บนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่สามารถป้องกันการโจมตีจากทั้งคอมพิวเตอร์ทั่วไปและคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยอาศัยปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เชื่อว่าต่อให้เป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมก็แก้ได้ยาก

ซึ่งแตกต่างจาก Quantum Cryptography ที่เป็นการใช้งานหลักการเชิงฟิสิกส์ควอนตัมตรง ๆ

ในช่วงปี 2016 สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIST) ได้จัดแข่งขันเพื่อคัดเลือก Post-Quantum Cryptographic Algorithms ที่จะมาเป็นมาตรฐานความปลอดภัยในอนาคต จากผู้สมัครเริ่มต้น 82 รายจาก 25 ประเทศ ผ่านการคัดเลือกจนในปี 2024 ได้ประกาศมาตรฐานชุดแรกออกมา 3 ตัว ได้แก่ ML-KEM (CRYSTALS-Kyber), ML-DSA (CRYSTALS-Dilithium) และ SLH-DSA (SPHINCS+) ต่อมาในปี 2025 ได้เลือก HQC เพิ่ม และล่าสุดได้เลือก FN-DSA (FALCON) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างร่างมาตรฐานเพื่อประกาศต่อไป

หากแบ่งตามปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เป็นรากฐาน จะแยกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก

กลุ่มที่ 1: Lattice-based Cryptography เป็นกลุ่มที่อาศัยความยากในการหา Vector ที่สั้นที่สุดใน High-Dimensional Lattice ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีอัลกอริทึมควอนตัมที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น

  • Module-Lattice-Based Key-Encapsulation Mechanism (ML-KEM) — FIPS 203, ชื่อเดิมคือ CRYSTALS-Kyber ใช้สำหรับ Key Establishment คือการแชร์ Secret Key ซึ่งมาทำหน้าที่แทน Diffie-Hellman และ RSA Key Exchange
  • Module-Lattice-Based Digital Signature Algorithm (ML-DSA) — FIPS 204, ชื่อเดิมคือ CRYSTALS-Dilithium ใช้สำหรับ Digital Signature เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งมาทำหน้าที่แทน RSA และ ECDSA Signature
  • Fast-Fourier Transform over NTRU-Lattice-Based Digital Signature Algorithm (FN-DSA) — FIPS 206, ชื่อเดิมคือ FALCON ใช้สำหรับ Digital Signature เช่นกัน เหมาะใช้กับงานที่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่ ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างร่างมาตรฐาน ยังไม่ได้มีการประกาศเป็นมาตรฐานสมบูรณ์เหมือน 3 ตัวข้างต้น

กลุ่มที่ 2: Hash-based Cryptography เป็นกลุ่มที่อาศัยความแข็งแรงของ Hash Function แม้ Grover’s Algorithm จะสามารถเพิ่มความเร็วในการหา Collision ได้ แต่การใช้ Hash ที่ยาวมากขึ้นก็เพียงพอต่อการป้องกัน ตัวอย่างเช่น

  • Stateless Hash-Based Digital Signature Algorithm (SLH-DSA) — FIPS 205, ชื่อเดิมคือ SPHINCS+ เป็นทางเลือกสำหรับ Digital Signature ซึ่งใช้ Hash-based แทน Lattice-based เผื่อกรณีที่ Lattice-based ถูกค้นพบช่องโหว่ในอนาคต

กลุ่มที่ 3: Code-based Cryptography เป็นกลุ่มที่อาศัยความยากในการถอดรหัส Random Linear Code ซึ่งสามารถป้องกันการโจมตีจากทั้งคอมพิวเตอร์ทั่วไปและคอมพิวเตอร์ควอนตัม ตัวอย่างเช่น

  • Hamming Quasi-Cyclic (HQC) — ตัวสำรองที่ NIST เพิ่มมาในปี 2025 ใช้สำหรับ Key Establishment เช่นเดียวกับ ML-KEM ซึ่งใช้ Code-based แทน Lattice-based เผื่อกรณีที่ Lattice-based ถูกค้นพบช่องโหว่ในอนาคต

ตัวอย่างการนำ Post-Quantum Cryptography มาใช้งานจริงที่เริ่มเห็นแล้ว คือใน Transport Layer Security (TLS) ผ่านการทำ Hybrid Handshake ซึ่งเป็นการใช้ Key Exchange ทั้งแบบเดิมและแบบ Post-Quantum Cryptography ควบคู่กัน ตัวอย่างที่นิยมที่สุดคือ X25519MLKEM768 ที่ผสานระหว่าง X25519 (Classical Algorithm) กับ ML-KEM-768 (Post-Quantum Cryptographic Algorithm) เข้าด้วยกัน

หลักการของ Hybrid คือ “กุญแจสองชั้น” — ผู้โจมตีต้องถอดให้ได้ทั้งสองตัวถึงจะถอดรหัสได้ หากวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถถอด X25519 ได้ ก็ยังมี ML-KEM-768 ป้องกันอยู่ ในทางกลับกัน หาก ML-KEM-768 ถูกพบช่องโหว่ในภายหลัง X25519 ก็ยังสามารถป้องกันได้อยู่

TLS 1.3 with X25519MLKEM768 / Source: Qualys SSL Labs

TLS 1.3 with X25519MLKEM768 / Source: Qualys SSL Labs

The Clock Is Already Ticking

ถ้าพูดถึงภัยคุกคามต่อการเข้ารหัสของโลกที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ชื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Shor’s Algorithm — แต่ตัว Peter Shor เองกลับเป็นคนที่เคยบอกเอาไว้ว่า เรายังอยู่ห่างไกลจากวันที่ Algorithm นั้นจะกลายเป็นภัยจริง ๆ ซึ่ง Steve Brierley ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Riverlane บริษัทที่พัฒนา Operating System สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัม เคยให้ข้อมูลเปรียบเทียบเอาไว้ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ดีที่สุดในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่จีนหรือ Google ทำได้แค่ประมาณ 100 Operations ก่อนระบบจะล้มเหลว ในขณะที่ Shor’s Algorithm นั้นต้องการมากถึงล้านล้าน Operations โดยไม่มีข้อผิดพลาด — ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ “ห่างกันหลายก้าว” แต่เรียกว่าห่างกันคนละมิติเลย และการจะปิดช่องว่างนั้นได้ต้องอาศัยทั้ง Conceptual Breakthrough หลายรอบและ Engineering ในระดับที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ Scale คอมพิวเตอร์ควอนตัมขึ้นไปถึง 1 ล้าน Qubits ซึ่ง Peter Shor เคยประเมินเอาไว้ว่าต้องใช้เวลาอีก 20–40 ปี หรือในกรณีที่แย่ที่สุดถ้าโจทย์ทาง Physics ยากเกินไปจริง ๆ ก็อาจ “ไม่มีวันสำเร็จ” เลยก็เป็นได้

Number of qubits in the largest IBM quantum processor, by year (log scale) / Source: https://ig.ft.com/quantum computing/

Number of qubits in the largest IBM quantum processor, by year (log scale) / Source: https://ig.ft.com/quantum computing/

ฟังแล้วดูเหมือนว่าเราจะปลอดภัย — แต่นั่นแหละคือกับดัก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ใช้กรอบเวลาเดียวกับ Peter Shor สำหรับ Julie Love หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ควอนตัมของ Microsoft กล่าวตรงกันข้ามเกือบทั้งหมดว่าการพัฒนาในระดับที่เราพูดกันอยู่เป็น “หน่วยปี ไม่ใช่หน่วยทศวรรษ” นักวิจัยทั่วโลกกำลังงัดเทคนิคสารพัดเพื่อเอาชนะข้อจำกัดที่มีอยู่และเส้นชัยที่เราคิดว่าอยู่ไกลอาจกำลังวิ่งเข้าหาเราเร็วกว่าที่เราคาด

ปัญหาจริง ๆ จึงไม่ใช่แค่ว่า Q-day จะมาเมื่อไหร่ แต่คือกว่าที่ธนาคาร รัฐบาล หรือโครงสร้างอินเทอร์เน็ตทั้งระบบจะเปลี่ยนไปใช้งานการเข้ารหัสรูปแบบใหม่ได้นั้น ต้องอาศัยระยะเวลา “หลายปี” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจึงเตือนว่าทุกองค์กรที่มีข้อมูล Sensitive ควรเริ่มเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ — ก่อนที่จะรู้ตัวว่าสายเกินไปแล้ว

บริการของเรา

ให้เราช่วยดูแลความปลอดภัยให้คุณ

หากท่านสนใจและต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเรา สามารถนัดหมายเพื่อพูดคุยผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ทีมงานยินดีให้คำปรึกษาและตอบทุกข้อสงสัยอย่างเต็มที่

logologo

บริษัท อินค็อกนิโตแล็บ จำกัด

38 ซอยเพชรเกษม 30 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160